https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/issue/feed
วารสารการอ่าน
2026-01-15T09:15:16+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.ภาวิณี แสนชมน์
phawinee.sa@snru.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารฯ ดำเนินการโดย <strong>Thailand Literacy Association</strong> หรือ ชื่อเดิม <strong>สมาคมการอ่านแห่งประเทศไทย (</strong><span class="aCOpRe"><strong>Thailand Reading Association: TRA)</strong></span> สมาคมการอ่านแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านการอ่านในรูปแบบบทความวิจัย บทความวิทยานิพนธ์ บทความวิจารณ์หนังสือ และบทความทั่วไป</p>
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/280723
Library of Things: ความท้าทายในการจัดการข้อมูลบรรณานุกรมผ่านแนวทางการดำเนินงานหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2026-01-15T09:09:50+07:00
อิสริ์ยา หมีเงิน
isya@tu.ac.th
<p>แนวทางการดำเนินงานจัดการข้อมูลอุปกรณ์ Library of Things หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1. ศึกษาแนวทางการลงรายการอุปกรณ์ Library of Things โดยสำรวจอุปกรณ์ Library of Things ทั้งหมดของหอสมุดฯ แบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ 1) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 2) อุปกรณ์เสริมอิเล็กทรอนิกส์ 3) เกมและบอร์ดเกม และ 4) อื่น ๆ จากนั้นศึกษาการลงรายการอุปกรณ์ Library of Things ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาจำนวน 16 แห่ง ด้วยการสัมภาษณ์แบบออนไลน์และสรุปรายงาน 2. จัดทำคู่มือการลงรายการอุปกรณ์ Library of Things หอสมุดฯ โดยสอบถามความคิดเห็นของบรรณารักษ์ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องถึงการจัดการรายการบรรณานุกรมและรายการทะเบียนประกอบการจัดทำคู่มือ 3. แลกเปลี่ยนเรียนรู้หลักเกณฑ์การลงรายการแก่บรรณารักษ์แค็ตตาล็อกให้ปฏิบัติงานไปในแนวทางเดียวกัน และบรรณารักษ์บริการสามารถสืบค้นและใช้ข้อมูลรายการบรรณานุกรมแนะนำผู้ใช้ 4. การจัดการข้อมูลอุปกรณ์ Library of Things ทั้งการแก้ไขรายการอุปกรณ์เดิมและอุปกรณ์ใหม่ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และทวนสอบการลงรายการให้ถูกต้องอีกครั้ง นำมาซึ่งการปรับปรุงคู่มืออย่างต่อเนื่องเพื่อให้เนื้อหามีความสมบูรณ์</p>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการอ่าน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/280879
แนวทางการพัฒนาห้องสมุดคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จากการศึกษาดูงานสำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
2026-01-15T09:12:00+07:00
ปรีดี ปลื้มสำราญกิจ
preedee.pluemsamrungit@gmail.com
ประภาส พาวินันท์
prapat.p@rumail.ru.ac.th
มณฑิชา เกตุนะ
monticha.k@rumail.ru.ac.th
<p>การศึกษาดูงานเป็นการศึกษาที่มุ่งเน้นให้เกิดการได้รับประสบการณ์ใหม่และการเรียนรู้จากสถานที่จริงในประเด็นที่สนใจ การศึกษาดูงานมีความสำคัญต่อการพัฒนาตนเองและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นการนำความรู้ที่ได้รับจากทฤษฎีมาสะท้อนให้เห็นจริงในทางปฏิบัติ ส่งผลให้ผู้ที่ศึกษาดูงานเข้าใจเนื้อหาได้มากยิ่งขึ้นจากการได้เรียนรู้จากสถานที่จริง ตลอดจนการนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ได้ในเชิงประจักษ์ เสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานและการพัฒนาหน่วยงานให้ทัดเทียมกับหน่วยงานอื่น การศึกษาดูงานสำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นการเรียนรู้แนวคิดการจัดการห้องสมุดทางกายภาพเพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงห้องสมุดคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง</p>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการอ่าน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/283610
ห้องสมุดดิจิทัลกับการส่งเสริมการอ่าน
2026-01-15T09:14:48+07:00
เบญญาภา สรสิทธิ์
chanlun_j@su.ac.th
จุฑาทิพย์ จันทร์ลุน
chanlun_j@su.ac.th
<p>การอ่านเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และการพัฒนามนุษย์ ทั้งในมิติส่วนบุคคลและสังคม อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการอ่านของคนไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ส่งผลให้ห้องสมุดจำเป็นต้องปรับบทบาทเข้าสู่ห้องสมุดดิจิทัลเพื่อตอบสนองพฤติกรรมการอ่านที่เปลี่ยนไป บทความนี้มุ่งวิเคราะห์พฤติกรรมการอ่าน ความหมาย บทบาท และความสำคัญของการอ่านและห้องสมุดดิจิทัลต่อการส่งเสริมการอ่าน โดยพิจารณาทั้งแนวโน้มระดับประเทศและระดับโลก ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ห้องสมุดดิจิทัลไม่เพียงเป็นคลังเก็บทรัพยากรสารสนเทศในรูปแบบดิจิทัล แต่ยังทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มสร้างแรงจูงใจการอ่านผ่านกิจกรรมออนไลน์ การใช้เทคโนโลยี เช่น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หนังสือเสียง และสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ในการแนะนำหนังสือเฉพาะบุคคล ห้องสมุดดิจิทัลช่วยสร้างโอกาสการเข้าถึงสารสนเทศได้สะดวก ลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ ส่งเสริมการอ่านอย่างมีส่วนร่วม และพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศและดิจิทัล อย่างไรก็ตามยังคงมีความท้าทายด้านความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและทักษะการใช้ข้อมูล ข้อค้นพบชี้ว่าการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัลและการส่งเสริมการอ่านควรดำเนินควบคู่กัน เพื่อสร้างพฤติกรรมการอ่านที่ยั่งยืนและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสังคมดิจิทัล</p>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการอ่าน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/285691
บทบรรณาธิการ
2026-01-14T01:16:14+07:00
ภาวิณี แสนชนม์
Phawinee.sa@snru.ac.th
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการอ่าน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/281376
สภาพและปัญหาการดำเนินงานในการเป็นแหล่งเรียนรู้ยุคดิจิทัล ของห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร
2026-01-15T09:12:47+07:00
เกศศิณี ผิวอ่อน
sumattra@g.swu.ac.th
ศุมรรษตรา แสนวา
sumattra@g.swu.ac.th
โชคธำรงค์ จงจอหอ
chokthamrong@g.swu.ac.th
<p> </p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการดำเนินงานในการเป็นแหล่งเรียนรู้ยุคดิจิทัลของห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้ใช้บริการห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร จำนวน 396 คน จากห้องสมุด 33 แห่ง ซึ่งสุ่มตัวอย่างแบบโควตาและใช้วิธีเลือกแบบสะดวกแห่งละ 12 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารห้องสมุด จำนวน 4 คน และบรรณารักษ์จำนวน 6 คน จากห้องสมุด 6 แห่ง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพและปัญหาการดำเนินงานในการเป็นแหล่งเรียนรู้ยุคดิจิทัลของห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้กรุงเทพมหานครในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 3.43) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านผู้ให้บริการ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.84) รองลงมา ได้แก่ ด้านทรัพยากรสารสนเทศ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.59) และด้านการจัดบริการมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 3.42) และจากการสัมภาษณ์เพิ่มเติมพบว่า ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้กรุงเทพมหานครมีนโยบายสร้างอัตลักษณ์ตามบริบทชุมชน มีการส่งเสริมการอ่านและให้บริการคอมพิวเตอร์สำหรับสืบค้นข้อมูลและใช้บริการอินเทอร์เน็ต พร้อมให้บริการ Wi-Fi และ Co-working space มีบริการหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และระบบห้องสมุดอัตโนมัติ แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร และการจัดซื้อทรัพยากรสารสนเทศ มีการพัฒนาทักษะบรรณารักษ์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังร่วมมือกับหน่วยงานได้แก่ โรงเรียนใกล้เคียง สสส. TK Park มหาวิทยาลัย ฝ่ายพัฒนาชุมชนของเขต ศูนย์เยาวชน ศูนย์นันทนาการ เพื่อจัดกิจกรรมบริการให้แก่ผู้ใช้</p>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการอ่าน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/282201
การพัฒนาทักษะดิจิทัลในกลุ่มอาชีพชุมชนตำบลขุนทะเล อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
2026-01-15T09:12:44+07:00
ธณิศา สุขขารมย์
thanisa.suk@sru.ac.th
<p>การวิจัยเรื่องพัฒนาทักษะและส่งเสริมการใช้สื่อดิจิทัลของกลุ่มอาชีพชุมชนตำบลขุนทะเล อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับทักษะดิจิทัลและพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อการรู้เท่าทันของกลุ่มอาชีพชุมชนตำบลขุนทะเล อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเพื่อพัฒนาทักษะและส่งเสริมการใช้สื่อดิจิทัลของกลุ่มอาชีพชุมชนตำบลขุนทะเล อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ผลการวิจัย พบว่า พฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อการรู้เท่าทันของกลุ่มอาชีพชุมชนตำบลขุนทะเล อำเภอเมือง ฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มอาชีพอาศัยอยู่หมู่ที่ 1 กลุ่มประมงพื้นบ้าน หมู่ที่ 7 กลุ่มเครื่องแกงบ้านใหม่นิคม และหมู่ที่ 8 กลุ่มเพาะเห็ด พบว่า ภาพรวมสภาพปัจจุบัน อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 2.94 ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือทักษะการตระหนักรู้ ใช้งานเพื่อความปลอดภัย ค่าเฉลี่ย 3.51 รองลงมาคือ ทักษะการร่วมมือ เครือข่ายความร่วมมือ ค่าเฉลี่ย 3.20 ทักษะการปฏิบัติ การใช้อุปกรณ์เครื่องมือดิจิทัล ค่าเฉลี่ย 2.79 และทักษะการคิด ใช้โปรแกรมสร้างสื่อดิจิทัล ค่าเฉลี่ย 2.36 ส่วนการใช้อุปกรณ์เครื่องมือดิจิทัล พบว่าประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ สมาร์ทโฟน ค่าเฉลี่ย 3.70 และข้อค้นพบจากการสัมภาษณ์ พบว่า พฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อการพัฒนาของกลุ่มอาชีพ มีการใช้สื่อออนไลน์เพื่อการประชุมกลุ่ม การทำงานกลุ่ม หรือการโทรหากันเฉพาะบุคคล และการใช้โปรแกรมหรือแอพลิเคชั่นนำมาช่วยพัฒนากลุ่มอาชีพ เผยแพร่ผลิตภัณฑ์หรือการโฆษณากลุ่มอาชีพ ซึ่งทำให้การทำงานมีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น พบว่า ใช้แอพลิเคชั่นไลน์ หรือสร้างไลน์กลุ่ม และสร้างเพจ เพื่อการโฆษณากลุ่ม การขายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ จากการสัมภาษณ์พบว่า มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนควรเข้ามาช่วยสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนากลุ่มอาชีพหน่วยงาน เช่น คณะวิทยาการการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ธนาคารออมสิน กรมพัฒนาชุมชน นิคม ได้จัดการอบรมการสร้างสื่อดิจิทัล แต่การเข้ามาสอนหรือให้กลุ่มอาชีพได้เรียนรู้เทคโนโลยีไม่ต่อเนื่อง และปัญหาการโจรกรรมสารสนเทศเมื่อพบว่ามีกลุ่มอาชีพหรือบุคคลหรือหน่วยงานอื่น ได้คัดลอก หรือนำผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอาชีพไปใช้โดยไม่แจ้งกลุ่มทราบ ควรมีการส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่มอาชีพชุมชนได้มีทักษะการตระหนักรู้ เรื่องการใช้งานเพื่อความปลอดภัย และเคารพความแตกต่างและไม่เท่าเทียมกันของสังคมกลุ่มต่างๆ บนออนไลน์</p>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการอ่าน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/282279
City Deal: เกมกระดานฝึกการเจรจาต่อรองจากการสังเคราะห์กลไกเกมต้นแบบ
2026-01-15T09:13:18+07:00
ชัยเสฏฐ์ พรหมศรี
chaiyaset.p@rmutp.ac.th
<p>การวิจัยเรื่อง “City Deal: เกมกระดานฝึกการเจรจาต่อรองจากการสังเคราะห์กลไกเกมต้นแบบ” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์กลไกเกมกระดานที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรอง และ 2) พัฒนาเกมกระดานต้นแบบโดยใช้กลไกที่สังเคราะห์ได้ เพื่อส่งเสริมทักษะการเจรจาต่อรองเชิงกลยุทธ์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เริ่มจากการทบทวนวรรณกรรมด้านการเจรจาต่อรองตามแนวคิดของ (Fisher et al., 1991, Lewicki et al., 2016; Schermerhorn et al., 2010) รวมถึงแนวคิดการออกแบบเกมของ (Salen & Zimmerman, 2004; Schell, 2008; McGonigal, 2011) และนักออกแบบอื่น ๆ จากนั้นจึงทำการวิเคราะห์กลไกเกมจากเกมกระดาน 3 เกม ได้แก่ Diplomacy, The Resistance: Avalon และ Chinatown เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบสำคัญและกลไกเชิงกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรอง โดยเกมต้นแบบ “City Deal” ที่พัฒนาขึ้นมุ่งเน้นกลยุทธ์การเจรจา 2 ประเภท ได้แก่ การเจรจาแบบแบ่งสันปันส่วนและการเจรจาแบบบูรณาการ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองในบริบทต่าง ๆ โดยเฉพาะบริบททางธุรกิจ ทั้งนี้ควรมีการทดสอบเกมกับกลุ่มเป้าหมายและพัฒนาเพิ่มเติมในด้านกลยุทธ์หรือองค์ประกอบอื่นของการเจรจาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ผ่านเกมต่อไป</p>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการอ่าน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/282866
การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับวิธีการจัดการเรียนรู้ ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน โดยวิธีการวิเคราะห์อภิมาน
2026-01-15T09:13:12+07:00
เพ็ญพิชญา ปิดตะ
ptplay9@gmail.com
สำราญ กำจัดภัย
ptplay9@gmail.com
พัทธนันท์ ชมภูนุช
ptplay9@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ที่เป็นวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนภายในประเทศ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ระหว่างปี พ.ศ. 2552–2564 โดยใช้ การวิเคราะห์อภิมาน จากฐานข้อมูลออนไลน์ โครงการพัฒนาเครือข่ายระบบห้องสมุดในประเทศไทย (Thai LIS) ซึ่งมีประเด็นที่มุ่งศึกษา ได้แก่ 1) วิเคราะห์ลักษณะและปริมาณงานวิจัย 2) เปรียบเทียบความแตกต่าง ของค่าขนาดอิทธิพลจากผลการวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ ผู้วิจัยใช้คำสำคัญในการสืบค้นคือ ความคิดสร้างสรรค์ และเลือกเฉพาะงานวิจัยเชิงทดลองหรือกึ่งทดลอง จำนวน 79 เรื่อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบประเมินคุณภาพงานวิจัยและเกณฑ์การประเมินคุณภาพงานวิจัย 2) แบบบันทึกคุณลักษณะงานวิจัย และคู่มือลงรหัสงานวิจัย การคำนวณค่าขนาดอิทธิพลของงานวิจัยใช้สูตรของ Glass สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่าง ของค่าขนาดอิทธิพล โดยใช้สถิติของ Kruskal-Wallis Test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1.ข้อมูลพื้นฐานของงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ระหว่างปี พ.ศ. 2552–2564 มี จำนวน 79 เรื่อง สรุป ได้ดังนี้ สถาบันที่มีจำนวนงานวิจัย มากที่สุด คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สาขาวิชาที่ผลิตงานวิจัย มากที่สุด คือ สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน ปีที่มีการตีพิมพ์งานวิจัยมากที่สุด คือ ปี พ.ศ. 2562 กลุ่มวิชาที่นำมาทำการวิจัยมากที่สุด คือ กลุ่มวิชาศิลปศึกษา ดนตรี นาฏศิลป์และรายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี วิธีการจัดการเรียนรู้ที่นำมาใช้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด คือ วิธีการจัดการเรียนรู้ด้วยการสอนพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ระดับช่วงชั้นที่ทำการวิจัยมากที่สุด คือ ระดับช่วงชั้นที่ 2 แบบแผนงานวิจัยที่ใช้ มากที่สุด คือ One group pretest–posttest design เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองมากที่สุด คือ แผนการจัดการเรียนรู้ สถิติตรวจสอบสมมติฐานงานวิจัยที่ใช้มากที่สุด คือ t-test for dependent samples ระดับนัยสำคัญที่ปรากฎในงานวิจัยมากที่สุด คือ .05</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2.ผลการเปรียบเทียบขนาดของอิทธิพลวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์จำแนกตามระดับช่วงชั้นต่างกัน พบว่า ระดับช่วงชั้นต่างกัน ไม่มีผลทำให้ค่าขนาดอิทธิพลวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการเปรียบเทียบขนาดของอิทธิพลวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์จำแนกตามวิธีการจัดการเรียนรู้ต่างกัน พบว่า วิธีการจัดการเรียนรู้ต่างกัน ไม่มีผลทำให้ค่าขนาดอิทธิพลวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">4. ผลการเปรียบเทียบขนาดของอิทธิพลวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนจำแนกตามกลุ่มวิชาต่างกัน พบว่า กลุ่มวิชาต่างกัน ไม่มีผลทำให้ค่าขนาดอิทธิพลวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 </span></p> <p> </p> <p> </p>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการอ่าน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/283059
การออกแบบและพัฒนาบริการช่องทางประชาสัมพันธ์ ผ่านบัญชีไลน์ทางการ เพื่องานบริการด้านข้อมูลนิสิต สำหรับวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม
2026-01-15T09:14:27+07:00
โกวิท สวยรูป
kowit@g.swu.ac.th
ฐิศิรักน์ โปตะวณิช
tisiruk.p@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทำความเข้าใจการได้รับการบริการข่าวสารของนิสิต 2) การออกแบบและพัฒนาการประชาสัมพันธ์ ผ่านบัญชีไลน์ทางการเพื่องานบริการด้านข้อมูลนิสิต สำหรับวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นิสิตวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม จำนวน 313 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย ผลการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ด้าน 1) ข้อมูลทั่วไปด้านประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถาม ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง เป็นนิสิตชั้นปีที่ 2 วิชาเอกการสื่อสารเพื่อการท่องเที่ยว ใช้ช่องทาง Line Official Account : PR COSCI.SWU มากที่สุด และรับข่าวสารด้านวิชาการ และข่าวสารด้านกิจกรรมมากที่สุด 2) ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้บัญชีไลน์ทางการของวิทยาลัย เพื่องานบริการด้านข้อมูลนิสิต ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เคยใช้บัญชีไลน์ทางการของวิทยาลัยฯ ลักษณะโพสต์ที่ชอบ มีการใช้รูปภาพที่น่าสนใจ การอัปเดตข่าวสารอย่างสม่ำเสมอเป็นปัจจัยที่จะทำให้ติดตามข่าวสารจากบัญชีไลน์ทางการของวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง และประเภทข่าวสารใดที่ต้องการรับรู้มากที่สุด คือข่าวประกาศสำคัญจากวิทยาลัย (การลงทะเบียน กำหนดการต่าง ๆ) 3) ข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารผ่านบัญชีไลน์ทางการ ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารผ่านบัญชีไลน์ทางการโดยรวมอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.19 และ 4) ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาการออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์ โดยการออกแบบ Rich Menu แบบแบ่งหมวดหมู่การบริการ มี “ภาพประกอบ” ที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ ใช้โทนสีที่สื่อถึงวิทยาลัย ใส่ลิงก์เพิ่มเติมหรือปุ่มคลิกเพื่อนำไปยังข้อมูลอื่นช่วยให้ใช้งานสะดวกขึ้น</p>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการอ่าน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/283620
การพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อจัดการสารสนเทศคนพิการของศูนย์เทศบาล นครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ เพื่อการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ
2026-01-15T09:14:45+07:00
อนุรักษ์ ศิรินิกร
anurak.sirinikorn@gmail.com
ทรงลักษณ์ สกุลวิจิตร์สินธุ
songlak.sak@stou.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อจัดการสารสนเทศคนพิการของ ศูนย์เทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ เพื่อการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ โดยฐานข้อมูลที่พัฒนาขึ้นนี้ มีความสามารถในการจัดการข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ ได้แก่ แฟ้มข้อมูลผู้ใช้ระบบงาน แฟ้มข้อมูลคนพิการ แฟ้มข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรม แฟ้มข้อมูลการเยี่ยมคนพิการ แฟ้มข้อมูลการขอรับบริการ แฟ้มข้อมูลบริษัทที่จ้างงานคนพิการ แฟ้มข้อมูลหน่วยงานฝึกอาชีพ และแฟ้มข้อมูลสถานศึกษา <br />การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา วิธีการพัฒนาระบบสารสนเทศใช้หลักการของวงจร การพัฒนาระบบสารสนเทศ เริ่มจากการศึกษาความเป็นไปได้ของระบบ โดยการสัมภาษณ์ผู้ใช้งาน ประกอบด้วยกลุ่มผู้บริหาร จำนวน 1 คน กลุ่มเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ จำนวน 5 คน และกลุ่มผู้ดูแลระบบ จำนวน 1 คน จากนั้นวิเคราะห์ออกแบบและพัฒนาฐานข้อมูล โดยใช้โปรแกรม Google Appsheet, Google Apps Script, Google Sheets ในการจัดการฐานข้อมูลออนไลน์ และใช้ Google Sites สำหรับออกแบบหน้า Login จากนั้นทำการทดสอบและการติดตั้งระบบ และมีการประเมินระบบโดยผู้ใช้งานทั้งหมด จำนวน 7 คน<br />ผลวิจัยที่ได้ คือ ได้ระบบสารสนเทศที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนงานจัดการฐานข้อมูลคนพิการให้แก่ศูนย์เทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ เพื่อการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการทำงานของระบบทั้ง 3 ด้าน คือ ความสามารถในการนำเข้าข้อมูล ความสามารถในการประมวลผล และความสามารถในการแสดงผลลัพธ์หรือการรายงาน พบว่าผู้ใช้งานมีความพึงพอใจในระดับมาก</p>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการอ่าน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/284584
การวิเคราะห์บทความด้านบรรณมิติในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (ทีซีไอ) ระหว่าง ค.ศ. 2015 – 2024
2026-01-15T09:15:16+07:00
จิรบดี เตชะเสน
chirabodee.t@arts.tu.ac.th
อนุรักษ์ อยู่วัง
anurak.y@arts.tu.ac.th
<div><span lang="TH">การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์บทความด้านบรรณมิติในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย ในช่วง ค.ศ. 2015 – 2025 เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลงในด้าน</span><span lang="TH">ประเภท ภาษา ประเทศของหน่วยงานต้นสังกัดของผู้แต่ง วารสารที่ลงพิมพ์บทความ และกลุ่มเนื้อหาของบทความ </span>ประชากรที่ใช้ คือ บทความวารสารจำนวน 76 เรื่อง เครื่องมือวิจัยที่ใช้ คือ แบบบันทึกข้อมูล สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่าบทความส่วนใหญ่เป็นบทความวิจัย (ร้อยละ 90.79) ภาษาที่ใช้เขียนบทความส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ (ร้อยละ 61.80) ผู้แต่งส่วนใหญ่เป็นผู้แต่งจากประเทศไทย (ร้อยละ 62.99) บทความทั้ง 76 เรื่องปรากฏในวารสารหลากหลายสาขา รวม 51 ชื่อ มี 10 ชื่อที่ลงพิมพ์บทความมากกว่า 1 เรื่อง ส่วนมากเป็นวารสารทางบรรณารักษศาสตร์และสารสารสนเทศศาสตร์จำนวน 4 ชื่อ ส่วนเนื้อหาของบทความส่วนใหญ่ (ร้อยละ 90.79) เป็นการวิเคราะห์บรรณมิติเพื่อทำความเข้าใจลักษณะและโครงสร้างของผลงานทางวิชาการหรือความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ บทความด้านบรรณมิติที่ลงพิมพ์ในวารสารไทยมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ ค.ศ. 2023 ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นหัวข้อหรือประเด็นทางด้านบรรณมิติบางส่วนที่ยังมีการทำวิจัยน้อยและควรได้รับการส่งเสริมต่อไปในอนาคต</div>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการอ่าน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/283159
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ร่วมกับการศึกษาที่อิงสถานที่ เพื่อส่งเสริมการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2026-01-15T09:14:25+07:00
รัชฎา ลดาชาติ
ratchada@spa.ac.th
<p>โลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยข้อมูลต่าง ๆ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณมีความสำคัญสำหรับพลเมืองทุกคนในการทำความเข้าใจ ประเมินความน่าเชื่อ และตัดสินใจเกี่ยวกับข้อมูลที่ตนเองได้รับอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ นักเรียนจึงต้องพัฒนาความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจาณญาณ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่มีชื่อว่า 3Rs ร่วมกับหลักการของการศึกษาเชิงสถานที่เพื่อส่งเสริมการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ในการบรรลุเป้าหมายนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบรูปแบบการเรียนรู้ “3Rs” และแบบทดสอบการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งประกอบด้วยคำถามแบบเลือกตอบ จำนวน 15 ข้อ จากนั้น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 24 คน ทำแบบทดสอบนี้ก่อนและหลังการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบนี้เป็นเวลา 9 คาบ คาบละ 50 นาที การเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียนด้วยการทดสอบลำดับที่โดยเครื่องหมายของวิลค็อกซันเปิดเผยว่า นักเรียนทำคะแนนได้สูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยขนาดของผลจากการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบจุดแบบไบซีเรียลเท่ากับ 0.49 ผลการวิจัยเหล่านี้บ่งชี้ว่า รูปแบบการเรียนรู้ “3Rs” ร่วมกับการศึกษาที่อิงสถานที่สามารถการส่งเสริมความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนได้</p>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการอ่าน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/283006
การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดในการเขียนอักษรจีนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการสอนภาษาจีน คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
2026-01-15T09:13:47+07:00
อรุโณทัย บุญชม
aru_bc@hotmail.co.th
<p>การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดในการเขียนอักษรจีนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการสอนภาษาจีน คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อผิดพลาดในการเขียนอักษรจีนและวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุของข้อผิดพลาดในการเขียนอักษรจีนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรสาขาวิชาการสอนภาษาจีน คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ การวิจัยนี้มีกลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาชั้นปีที่ 2-4 หลักสูตรสาขาวิชาการสอนภาษาจีน คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ จำนวน 70 คน เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบฝึกเขียนอักษรจีน จำนวน 1 ชุด พบว่า สามารถสรุปข้อผิดพลาดจำแนกตามประเภทของข้อผิดพลาด 5 ประเภท ได้แก่ ลำดับขีด(笔顺)ไม่ถูกต้อง พบมากที่สุด รองลงมาคือ เขียนตัวอักษรอื่นที่ไม่ตรงกับคำที่กำหนด, รูปร่างหรือสัดส่วนตัวอักษรผิด, เขียนเส้นขีด เกิน หรือ ขาด ส่วนตำแหน่งของส่วนประกอบภายในตัวอักษรสลับกันพบน้อยที่สุด ปัญหาและสาเหตุของความผิดพลาดเกิดจากโครงสร้างของตัวอักษรจีน ตัวอักษรจีนที่มีจำนวนมาก ลำดับขีดที่ซับซ้อน ทำให้นักศึกษาเกิดความสับสน ยากต่อการจดจำ และสาเหตุจากตัวนักศึกษาเองที่ไม่มีการทบทวนและฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เกิดการหลงลืมตัวอักษร</p>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการอ่าน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/284607
การวิเคราะห์การสะท้อนภาพลักษณ์และกลวิธีทางภาษาไทยในการตอบคำถาม รอบ Keywords การประกวดธิดาปราสาทผึ้งสกลนคร
2026-01-15T09:15:13+07:00
ต่อศักดิ์ เกษมสุข
torsak.kasemsuk@gmail.com
<p class="font-claude-response-body" style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'AngsanaUPC',serif;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'AngsanaUPC',serif;">1) <span lang="TH">วิเคราะห์การสะท้อนภาพลักษณ์ของจังหวัดสกลนครจากการตอบคำถามรอบ </span>Keywords <span lang="TH">ในการประกวดธิดาปราสาทผึ้ง ประจำปี พ.ศ. </span>2566-2568 <span lang="TH">และ </span>2) <span lang="TH">วิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษาไทยในการตอบคำถามรอบ </span>Keywords <span lang="TH">การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์วาทกรรม โดยรวบรวม </span>Keywords <span lang="TH">ทั้ง </span>30 <span lang="TH">คำจากการประกวด </span>3 <span lang="TH">ปี และถอดความการตอบคำถามของผู้เข้าประกวด </span>30 <span lang="TH">คน<br /><br /></span></span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'AngsanaUPC',serif;">ผลการวิจัยพบว่า</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'AngsanaUPC',serif;">Keywords <span lang="TH">สามารถจำแนกออกเป็น </span>5 <span lang="TH">มิติ ได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวและเทศกาล (</span>30%) <span lang="TH">ผลิตภัณฑ์และเศรษฐกิจท้องถิ่น(</span>26.7%) <span lang="TH">ภูมิปัญญาท้องถิ่นและศิลปาชีพ(</span>16.7%) <span lang="TH">ศาสนาและมรดกทางวัฒนธรรม (</span>16.7%) <span lang="TH">และโครงการพระราชดำริและการพัฒนาที่ยั่งยืน (</span>10%) <span lang="TH">การกระจายตัวที่สมดุลนี้สะท้อนกลยุทธ์การนำเสนอสกลนครในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและเมืองแห่งผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ผู้เข้าประกวดใช้กลวิธีทางภาษา </span>6 <span lang="TH">ประการ ได้แก่ </span>1) <span lang="TH">การเลือกใช้คำศัพท์ที่สร้างความยิ่งใหญ่และความศักดิ์สิทธิ์ </span>2) <span lang="TH">การใช้สำนวนโวหาร </span>3) <span lang="TH">การใช้อุปมาอุปไมย </span>4) <span lang="TH">การโน้มน้าวใจและเชิญชวน </span>5) <span lang="TH">การสร้างเรื่องเล่า และ </span>6)<span lang="TH">การใช้โครงสร้างประโยคที่หลากหลาย กลวิธีเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการยกระดับคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ของทรัพยากรท้องถิ่น<br /><br /></span></span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'AngsanaUPC',serif;">การประกวดธิดาปราสาทผึ้งจึงเป็นกลวิธีทางการสื่อสารที่บูรณาการระหว่างเวทีวัฒนธรรมกับกลไกการสื่อสารเชิงกลยุทธ์โดยเปลี่ยนผู้เข้าประกวดจากผู้ถูกตัดสินให้เป็นผู้สื่อสารที่มีพลังในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นต้นแบบที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อน </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'AngsanaUPC',serif;">Soft Power <span lang="TH">ของจังหวัดหรืออื่นๆ และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</span></span></p>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการอ่าน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/281326
หนังสือ “สามก๊ก” ฉบับวณิพก (เล่ม 1): การอ่านเพื่อส่งเสริมจริยธรรม
2026-01-15T09:12:00+07:00
ศศินันท์ โต๊ะชาลีศรีทิน
sasinantoocha@gmail.com
ธัญลักษณ์ จันทร์กระจ่าง
thanyalak@snru.ac.th
อภิญญา สีสมยา
apinya.aun99@snru.ac.th
<p><strong> </strong>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจจริยธรรมในเนื้อหาของหนังสือ "สามก๊ก" ฉบับวณิพก (เล่ม 1) ว่ามีจริยธรรมใดบ้างที่มีอยู่ในหนังสือ "สามก๊ก" ฉบับวณิพก (เล่ม 1) หนังสือที่เลือกเป็นหนังสือที่เขียนโดยยาขอบ ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย หนังสือเล่มนี้มี 594 หน้า หนังสือเล่มนี้ถูกพิมพ์เป็นของที่ระลึกในโอกาสครบ 100 ปีของยาขอบในปี พ.ศ. 2546 การศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่การแสดงออกที่เป็นตัวแทนของจริยธรรมในเนื้อหาของหนังสือ "สามก๊ก" เป็นหนังสือที่น่าสนใจและมีผู้คนสนใจมาก หนังสือเล่มนี้ได้ให้แนวคิดและมุมมองต่าง ๆ เช่น ศีลธรรม การเมือง ประเพณี วัฒนธรรม ปัญญา เป็นต้น ผู้อ่านสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้จากหนังสือไปใช้ในชีวิตจริง ซึ่งสามารถพัฒนาตนเองเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตได้</p>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการอ่าน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/282871
Deconstruction in a Chinese Context: Its Evolution in the 1990s Chinese Novel Criticism
2026-01-15T09:13:49+07:00
Yilan Wu
wuyilan51@126.com
Phacharaphon chuenchit
niannianyouyu96@gmail.com
<p>Deconstruction criticism is one of the important literary criticism schools in the second half of the20th century, which has opened up new fields of literary criticism with its unique critique strategies. This article takes Western deconstruction criticism as a reference and focuses on the deconstruction criticism of novels in China during the 1990s. It explores the evolution of deconstruction criticism in China and reveals,from one perspective, the characteristics of cultural exchange between China and the West in the context ofglobalization.<br /><br />After deconstruction criticism was introduced to China, it underwent a certain degree of mutation in practice, which in fact formed the characteristics of Chinese deconstruction criticism. This is mainly reflected in the following five aspects: (1) The traditional reading method without "proliferation." (2)Difficulty in crossing the barrier between philosophy and literature. (3) Anti-traditional but not anti-logos. Chinese deconstruction criticism advocates anti-traditionalism, but its ultimate goal is not to overthrow the logos (central) status of tradition. (4) Emphasizing the marginal yet moving towards the center. Chinese deconstruction criticism stresses the "marginality" of literary creation and criticism, but its intention is to use the "marginal" to move towards the "center." (5) A strong historical sentiment. Although Chinese deconstructionist criticism sometimes exhibits theoretical hybridity and excessive destructiveness, its adaptation demonstrates an important cultural negotiation between China and the West. Ultimately, this evolution not only expanded the critical horizons of contemporary Chinese literature but also contributed to the formation of a uniquely Chinese mode of deconstructive practice.</p>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการอ่าน