https://so01.tci-thaijo.org/index.php/stouagjournal/issue/feed
วารสารเกษตร มสธ. (Online)
2025-12-30T16:12:08+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณรัฐ รัตนเจริญ
narat.stou@hotmail.com
Open Journal Systems
<p style="font-weight: 400;"> วารสารเกษตร มสธ. (STOU Journal of Agriculture) จัดทำโดยสาขาวิชาเกษตรศาสตร์และสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งเปิดรับบทความวิชาการและบทความวิจัยทางด้านเกษตรศาสตร์ การส่งเสริมการเกษตร ธุรกิจการเกษตร สหกรณ์ ทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อม และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง วารสารแต่ละฉบับจะตีพิมพ์บทความไม่น้อยกว่า 8 เรื่อง เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 เดือนมิถุนายน ฉบับที่ 2 เดือนธันวาคม</p> <p style="font-weight: 400;"> ทุกบทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ จะได้รับการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer reviews) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน ก่อนได้รับการตีพิมพ์บทความ ซึ่งจัดว่าเป็นบทความที่สามารถใช้เป็นผลงานทางวิชาการได้ตามประกาศ ก.พ.อ. ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564 สำหรับผู้สนใจสามารถส่งบทความตีพิมพ์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย</p> <p>Online ISSN: 2773-9937</p>
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/stouagjournal/article/view/280810
ผลของการใช้น้ำมันกานพลูร่วมกับความหนาแน่นในการบรรจุและระยะเวลาการขนส่งต่ออัตราการรอดตายของลูกปลานิลแดง (Oreochromis spp.)
2025-06-04T15:20:15+07:00
สาธิต คำผง
sathitk@fisheries.go.th
ภวัต เจียมจิณณวัตร
sathitk@fisheries.go.th
วรินธร มณีรัตน์
sathitk@fisheries.go.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้น้ำมันกานพลูร่วมกับความหนาแน่นในการบรรจุ และระยะเวลาการขนส่งต่ออัตราการรอดตายของลูกปลานิลแดง (<em>Oreochromis spp.</em>) ขนาดเฉลี่ย 30 กรัม โดยการทดลองแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ (1) การทดลองเบื้องต้นเพื่อหาความเข้มข้นของน้ำมันกานพลูและความหนาแน่นในการบรรจุที่เหมาะสม โดยใช้ระดับความเข้มข้น 0, 15, 25 และ 35 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับความหนาแน่น 3, 6 และ 9 ตัวต่อลิตร ที่ระยะเวลา 3, 6, 9 และ 12 ชั่วโมง และ (2) การทดลองขนส่งจริงในรถขนส่ง โดยใช้ความเข้มข้นน้ำมันกานพลูที่เหมาะสมและความหนาแน่นที่ได้จากการทดลองแรก นำไปประเมินผลในระยะเวลาการขนส่ง 3, 6, 9 และ 12 ชั่วโมง ผลการทดลองที่ 1 พบว่า ความเข้มข้นน้ำมันกานพลู 25 มิลลิกรัมต่อลิตร และความหนาแน่น 9 ตัวต่อลิตร เหมาะสมที่สุด เนื่องจากทำให้ปลามีอัตรารอดสูงโดยไม่มีผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพ (p>0.05) ผลการทดลองที่ 2 พบว่า ภายใต้สภาวะการขนส่งจริง ลูกปลานิลแดงมีอัตราการรอดเฉลี่ย 98.47–99.62% ในทุกระยะเวลาการขนส่ง โดยไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p>0.05) ดังนั้น การใช้น้ำมันกานพลูที่ความเข้มข้น 25 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับความหนาแน่น 9 ตัวต่อลิตร เหมาะสมต่อการขนส่งลูกปลานิลแดง ขนาด 30 กรัม ในระยะเวลา 3–12 ชั่วโมง สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่ประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และช่วยเป็นแนวทางเชิงปฏิบัติแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลแดงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเกษตร มสธ. (Online)
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/stouagjournal/article/view/282177
การพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์การลดการเผาในพื้นที่การเกษตรของเกษตรกร ตำบลวังไก่เถื่อน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท
2025-07-04T17:11:13+07:00
วารุณี จันทร์เสวก
waruneeka16@gmail.com
เชิดพงษ์ ขีระจิตต์
warunee.j@ku.th
รพี ดอกไม้เทศ
warunee.j@ku.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของเกษตรกรตำบลวังไก่เถื่อน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท 2) ออกแบบและพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ เรื่อง การลดการเผาในพื้นที่การเกษตร สำหรับเกษตรกร ตำบลวังไก่เถื่อน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท 3) ศึกษาการรับรู้สื่อประชาสัมพันธ์การลดการเผาของเกษตรกรตำบลวังไก่เถื่อน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท 4) ศึกษาความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการเปิดรับสื่อกับระดับการรับรู้สื่อประชาสัมพันธ์การลดการเผาในพื้นที่การเกษตร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ปีการผลิต 2566/67 จำนวน 104 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามพฤติกรรมการเปิดรับสื่อ <br />2) สื่อประชาสัมพันธ์การลดการเผาในพื้นที่การเกษตร ประกอบด้วย สื่อบุคคล วิดีโอ สื่อออนไลน์ และหอกระจายข่าว <br />3) แบบสอบถามการรับรู้สื่อประชาสัมพันธ์การลดการเผาในพื้นที่การเกษตร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การแจกแจงความถี่ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า 1) เกษตรกรมีพฤติกรรม<br />การเปิดรับสื่อจากสื่อบุคคลโดยผู้นำชุมชน และหอกระจายข่าว มากที่สุด ทั้งในด้านของความถี่ในการเปิดรับและระดับความต้องการ 2) ออกแบบและพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์การลดการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยใช้สื่อบุคคล วิดีโอ สื่อออนไลน์ และหอกระจายข่าว 3) การรับรู้สื่อประชาสัมพันธ์การลดการเผาในพื้นที่การเกษตร พบว่า สื่อบุคคล (x̄ = 3.96) และหอกระจายข่าว (x̄ = 3.79) สร้างการรับรู้ในระดับสูง 4) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า พฤติกรรมการเปิดรับสื่อมีความสัมพันธ์ทางบวกกับระดับการรับรู้ โดยเฉพาะสื่อบุคคล (r = 0.581) และหอกระจายข่าว (r = 0.637) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเกษตร มสธ. (Online)
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/stouagjournal/article/view/283255
การศึกษาปัญหา แนวทางแก้ไข การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการสถาปัตยกรรมองค์กร ด้านสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
2025-09-07T23:01:15+07:00
สมรัฐ เชตนุช
csomrut@gmail.com
พรพิมล กะชามาศ
csomrut@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ความสามารถในการปรับตัว การใช้ทรัพยากร และการยอมรับเทคโนโลยี กับประสิทธิภาพของกระบวนการสถาปัตยกรรมองค์กรด้านเทคโนโลยี ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และเพื่อเสนอแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการดังกล่าว โดยอ้างอิงมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับ เช่น TOGAF และ ITIL งานวิจัยอาศัยข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามและการวิเคราะห์เชิงสถิติร่วมกับข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิเคราะห์พบว่า การจัดการทรัพยากร การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง และการยอมรับเทคโนโลยี โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้งานจริง มีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพของกระบวนการสถาปัตยกรรมองค์กร (Enterprise Architecture) ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ที่ได้ประกอบด้วยการพัฒนา Application Portfolio ให้ครบถ้วนและทันสมัย (Up to Date) การบูรณาการ Business Impact Analysis (BIA) และการจัดทำฐานข้อมูล IT Asset ที่เชื่อมโยงกัน ตลอดจนการเสริมสร้างการยอมรับเทคโนโลยีในบุคลากรและการยกระดับสถาปัตยกรรมองค์กรให้เป็นวาระระดับองค์กร ผลลัพธ์ชี้ให้เห็นว่าการจัดการสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพไม่เพียงช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคุ้มค่าเชิงต้นทุน แต่ยังสร้างความโปร่งใส สนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนในยุคดิจิทัล</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเกษตร มสธ. (Online)
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/stouagjournal/article/view/283683
การปรับตัวของสหกรณ์กองทุนสวนยางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลต่อผลผลิตยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย
2025-11-03T07:52:19+07:00
Kantaporn Chuangchid
kaekantaporn@gmail.com
Siriluck Namwong
ajtam.stou@gmail.com
<p>ยางพารา (Hevea brasiliensis) เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตภาคใต้ซึ่งเป็นแหล่งผลิตหลัก สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยและส่งผลต่อการจ้างงานรวมถึงเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและประเทศ อย่างไรก็ตาม การผลิตยางพาราในปัจจุบันต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการ อาทิ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โรคใบร่วงยาง และความผันผวนของราคาตลาดโลก ซึ่งล้วนส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิต สหกรณ์กองทุนสวนยาง จึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเกษตรกร โดยดำเนินการรวบรวมผลผลิต แปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน และจัดจำหน่ายอย่างมีระบบ พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการฝึกอบรมทางวิชาการ</p> <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อผลผลิตยางพาราในพื้นที่เขตภาคใต้ของประเทศไทย โดยใช้แบบจำลองทางเศรษฐมิติในการวิเคราะห์ข้อมูลพาแนลของ 3 จังหวัดที่มีผลผลิตยางพารามากที่สุด ตั้งแต่ ปี 2563-2566 โดยวิธี Fixed Effects Model หรือ Random Effects Model ผลการศึกษาพบว่าปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิสูงสุด ส่งผลต่อผลผลิตยางพารา ในทิศทางตรงข้าม และความชื้นสัมพัทธ์ส่งผลต่อผลผลิตยางพารา ในทิศทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดและความกดอากาศไม่ส่งผลต่อผลผลิตยางพารา ดังนั้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมสภาพแวดล้อม ทั้งปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ และความชื้น จึงเป็นแนวทางสำคัญในการปรับตัวของเกษตรกรที่ปลูกยางพารา และสหกรณ์กองทุนสวนยาง อย่างยั่งยืนต่อไป</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเกษตร มสธ. (Online)