แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำตามแนวคิดการสร้างความผูกพันเพื่อยกระดับความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุพรรณบุรีเขต 2
บทคัดย่อ
การจัดการศึกษาที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน เนื่องจากโรงเรียนที่สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ประสบปัญหาหลายประการ เช่น การสื่อสารภายในองค์กรที่ไม่ชัดเจน เกิดความขัดแย้งระหว่างบุคลากร และความรู้สึกไม่ได้รับการสนับสนุนหรือโอกาสในการพัฒนา รวมทั้งภาระงานที่หนักเกินไปโดยไม่มีความช่วยเหลือที่เพียงพอ นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตรยังส่งผลให้บุคลากรขาดความรู้สึกผูกพันกับองค์กร และเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้และสร้างความผูกพันในองค์กร ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำตามแนวคิดการสร้างความผูกพันเพื่อยกระดับความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำและความต้องการจำเป็นด้านการพัฒนาภาวะผู้นำตามแนวคิดการสร้างความผูกพัน และ 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำตามแนวคิดการสร้างความผูกพันเพื่อยกระดับความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุพรรณบุรีเขต 2 การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 จำนวน 305 คน และใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ คือแบบสอบถาม แบบประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.60 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .844 และประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของแนวทางฯ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ เป็นแบบประเมินที่ใช้มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง
ผลการวิจัยพบว่า ระดับภาวะผู้นำตามแนวคิดการสร้างความผูกพันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ตามแนวคิดการสร้างความผูกพันโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.20) ซึ่งคำนวนความต้องการจำเป็นด้านการพัฒนาภาวะผู้นำตามแนวคิดการสร้างความผูกพันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ได้แก่ ความมีจริยธรรม PNImodified = .227 2.การบริหารจัดการองค์กรอย่างรอบด้าน PNImodified = .220 การกำหนดทิศทาง PNImodified = .220 การมีความเข้าใจตรงกัน PNImodified = .380 และการมีทัศนคติที่ดีต่อกัน PNImodified = .345 ซึ่งเป็นจุดอ่อนทั้ง 5 ด้าน และสามารถนำมากำหนดแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำตามแนวคิดการสร้างความผูกพันเพื่อยกระดับความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุพรรณบุรีเขต 2 ประกอบด้วย 5 แนวทาง ได้แก่ (1) การพัฒนาด้านการมีความเข้าใจตรงกัน (2) การพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อกัน (3) การพัฒนาจริยธรรม (4) การพัฒนาด้านการบริหารจัดการองค์กรอย่างรอบด้าน และ (5) การพัฒนาทักษะการกำหนดทิศทาง ในขณะที่จุดแข็งคือ การจัดองค์การและการสร้างแรงจูงใจดังนั้นในการพัฒนาจึงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเพียง 5 ด้านที่มีค่า PNI>.020
เอกสารอ้างอิง
ฉวีวรรณ ฉัตรวิไล. (2560). สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินการตามมาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 จังหวัดฉะเชิงเทรา. (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์).
ชัยยนต์ เพาพาน. (2559 ). แนวคิดและทฤษฎีพื้นฐานการเป็นผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21. วารสารบริหารการศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น,12(1)สืบค้นจากhttps://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDMKKU/article/view/56340
นิพัชชา โรจน์รัตนวาณิชย์. (2558). รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำแบบสร้างความผูกพันของผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชน. (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย).
_______. (2560). สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ภาวะผู้นำแบบสร้างความผูกพัน ของผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชนสายสามัญศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ, 17(1), 74 – 80.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2553). การบริหารงานวิชาการ. กรุงเทพฯ: ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ.
ธรรญชนก ศรีทิพย์รัตน์. (2557). ภาวะผู้นำ กระบวนการในการวางแผน การประสานงานและการดำเนินงานที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานในองค์กร กรณีศึกษา: พนักงานบริษัท เทเลคอม ในเขตกรุงเทพมหานคร. (การศึกษาค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ)
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542. (2542, 19 สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 116 ตอน 74 ก. น. 6-7.
พีริยา นิวาสานนท์ และ จิรศักดิ์ สุรังคพิพรรธน์. (2565). ทักษะการบริหารสถานศึกษาในภาวะวิกฤติของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง. วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย, 4(2), 141 – 150.
สุนทร หลักคำ. (2560). การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ 3 ปีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2. (รายงานการวิจัย, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ).
สุวิมล ว่องวาณิช. (2558). การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2557). เอกสารประกอบการศึกษาด้วยตนเองหลักสูตรผู้ช่วยผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษา ตามหลักเกณฑและวิธีการพัฒนาข้าราชการครูเพื่อเขาสู่ตำแหน่งสายงานผู้บริหารในสถานศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2554). ข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษา ในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552 – 2561). กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค.
_______. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.
Best, J.W. (1997). Research in Education. Boston MA.: Allyn and Bacon.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.
ไฟล์ประกอบ
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ภาวนาสารปริทัศน์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.