ปัญหาการนิยามของความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหายในพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
Main Article Content
บทคัดย่อ
การกระทำให้บุคคลสูญหายเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชนและเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลกมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่เดิมอาชญากรรมนี้มักเกิดขึ้นในรูปแบบของการกักขังโดยลับ สงครามกลางเมือง และสงครามภายในที่เกิดจากการขัดกันทางอาวุธ ตามลำดับ โดยสาเหตุสำคัญที่นำมาสู่อาชญากรรมประเภทนี้คือความขัดแย้งทางความคิดไม่ว่าจะเป็นในด้านอุดมการณ์ทางการเมือง
ด้านการปกป้องหรือเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ โดยเฉพาะการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนหรือเป็นไปเพื่อปกปิดหลักฐานหรือความผิดอันเกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ มุ่งต่อกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักการเมือง ผู้นำชุมชน ผู้นำแรงงาน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ฯลฯ ซึ่งในทางระหว่างประเทศให้ความสำคัญในการมุ่งแก้ไขและขจัดปัญหาดังกล่าวโดยสร้างเครื่องมือทางกฎหมายขึ้นหลายฉบับ โดยประเทศไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวและมีความพยายามในการสนองรับนโยบายในการมีมาตรการป้องกันและคุ้มครองไม่ให้บุคคลสูญหายขึ้นใช้บังคับภายในประเทศโดยการรับหลักการและแนวทางจากเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศมาบัญญัติเป็นพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 นิยามของการกระทำให้บุคคลสูญหายในกฎหมายฉบับดังกล่าวบัญญัติโดยใช้ถ้อยคำตามอนุสัญญาระหว่างประเทศซึ่งบัญญัติกว้างเกินไปและมีอย่างน้อยหกประเด็นที่อาจยังกำหนดไม่ชัดเจนเพียงพอแลครอบคลุมต่อบริบทของการกระทำความผิด เมื่อศึกษาเปรียบเทียบกฎหมาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องและกฎหมายของต่างประเทศเพิ่มเติมแล้วจึงเห็นว่าควรบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมนิยามของการกระทำดังกล่าวให้ครอบคลุมและชัดเจนมากขึ้น
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์และเนื้อหาในเว็บไซต์ของวารสารกฎหมาย (รวมถึง โดยไม่จำกัดเฉพาะ เนื้อหา รหัสคอมพิวเตอร์ งานศิลป์ ภาพถ่าย รูปภาพ ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ) เป็นกรรมสิทธิ์ของวารสารกฎหมาย และผู้ได้รับการโอนสิทธิทุกราย
1. วารสารกฎหมาย ให้อนุญาตให้คุณใช้สิทธิอันไม่เฉพาะเจาะจงที่สามารถถูกถอนเมื่อใดก็ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในการ
- เยี่ยมชมเว็บไซต์และเอกสารในเว็บไซต์นี้ จากคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือสื่อสารผ่านเว็บบราวเซอร์
- คัดลอกและจัดเก็บเว็บไซต์และเอกสารในเว็บไซต์นี้บนลงคอมพิวเตอร์ของคุณผ่านระบบความจำ cache
- สั่งพิมพ์เอกสารจากเว็บไซต์นี้สำหรับการใช้ส่วนตัวของคุณ
- ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์โดยวารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถูกคุ้มครองภายใต้ Creative Commons Attribution 4.0 International License ซึ่งอนุญาตให้ทุกคนสามารถคัดลอก แจกจ่าย ดัดแปลง ส่งต่อ ผลงานได้ ก็ต่อเมื่อผลงานและแหล่งข้อมูลได้รับการอ้างอิงอย่างเหมาะสม
2. วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สงวนสิทธิ์ไม่อนุญาตให้คุณใช้สิทธิอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์และเอกสารบนเว็บไซต์นี้ เช่น การคัดลอก ดัดแปลง เปลี่ยนแปลง ส่งต่อ ตีพิมพ์ แจกจ่าย เผยแพร่ จัดแสดงในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม ซึ่งเว็บไซต์หรือเอกสารบนเว็บไซต์ โดยไม่อ้างอิงถึงแหล่งข้อมูลหรือโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3. คุณอาจขออนุญาตที่จะใช้เอกสารอันมีลิขสิทธิ์บนเว็บไซต์นี้โดยการเขียนอีเมลล์มายัง journal@law.chula.ac.th
4. วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้มงวดกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์อย่างมาก หากวารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่าคุณได้ใช้เอกสารอันมีลิขสิทธิ์บนเว็บไซต์นี้โดยไม่ถูกต้องตามการอนุญาตให้ใช้สิทธิ ดังที่กล่าวไปข้างต้น วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอาจดำเนินคดีตามกฎหมายต่อคุณได้ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายที่เป็นตัวเงินและคำขอชั่วคราวให้คุณหยุดการใช้เอกสารดังกล่าว ทั้งนี้ คุณอาจถูกสั่งให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามกฎหมายนี้
หากคุณพบเห็นการใช้เอกสารอันมีลิขสิทธิ์ของวารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ขัดหรืออาจขัดต่อการอนุญาตให้ใช้สิทธิดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น โดยเชื่อว่าได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของคุณหรือของผู้อื่น สามารถร้องเรียนมาได้ที่ journal@law.chula.ac.th