การกำหนดนับอายุความหมิ่นประมาทออนไลน์: ศึกษาหลัก Single Publication Rule
Main Article Content
บทคัดย่อ
การเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อออนไลน์มีลักษณะคงอยู่อย่างถาวรและสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา เมื่อข้อความอันอาจเป็นการหมิ่นประมาทถูกเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ปัญหาทางกฎหมายจึงเกิดขึ้นว่าควรเริ่มนับอายุความเมื่อใด เนื่องจากภายใต้หลักการเผยแพร่หลายครั้ง (Multiple Publication Rule) การเข้าถึงเนื้อหาแต่ละครั้งอาจถูกตีความว่าเป็นการกระทำความผิดใหม่ ส่งผลให้อายุความถูกขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ผู้เผยแพร่ต้องเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างไม่มีกำหนด อันก่อให้เกิดผลกระทบเชิงยับยั้ง (chilling effect) ต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเกิดความไม่สมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับสิทธิในชื่อเสียงของบุคคล
บทความวิจัยนี้ศึกษาวิเคราะห์มิติปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยการกำหนดจุดเริ่มต้นการนับอายุความของความผิดฐานหมิ่นประมาทที่กระทำผ่านสื่อออนไลน์ โดยมีขอบเขตการศึกษาครอบคลุมถึงแนวคิดว่าด้วยการสร้างดุลยภาพระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับการคุ้มครองชื่อเสียง การตรวจสอบหลักเกณฑ์การนับอายุความตามประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย และการศึกษาเปรียบเทียบพัฒนาการ บรรทัดฐานคำพิพากษา และบทบัญญัติทางกฎหมายของประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาที่นำหลัก Single Publication Rule มาปรับใช้ ผลการศึกษาพบว่า การปรับใช้หลักการนับอายุความแบบเดิมที่ถือว่าการเผยแพร่ซ้ำแต่ละครั้งเป็นความผิดใหม่ไม่สอดคล้องกับลักษณะของสื่อออนไลน์ และก่อให้เกิดภาระเกินสมควรแก่ผู้เผยแพร่ จึงควรนำหลัก Single Publication Rule มาใช้ โดยถือว่าการเผยแพร่เนื้อหาที่มีสาระสำคัญเดียวกันเป็นการกระทำเพียงครั้งเดียวและเริ่มนับอายุความนับแต่วันที่เผยแพร่ครั้งแรก เว้นแต่การเผยแพร่ครั้งหลังจะมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจึงจะถือเป็นการเผยแพร่ใหม่ อย่างไรก็ดี การนำหลักดังกล่าวมาใช้ควรกำหนดรายละเอียดและกลไกทางกฎหมายเพิ่มเติม อาทิ การให้ดุลพินิจแก่ศาลในการขยายอายุความ การกำหนดขอบเขตระยะเวลาและการนับอายุความจากวันที่เผยแพร่ครั้งแรกให้ชัดเจน ตลอดจนมาตรการที่ใช้บังคับกับคลังข้อมูล แพลตฟอร์ม และผู้เผยแพร่ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับสิทธิในชื่อเสียง ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมดิจิทัล
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์และเนื้อหาในเว็บไซต์ของวารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (รวมถึง โดยไม่จำกัดเฉพาะ เนื้อหา รหัสคอมพิวเตอร์ งานศิลป์ ภาพถ่าย รูปภาพ ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ) เป็นกรรมสิทธิ์ของวารสารกฎหมาย และผู้ได้รับการโอนสิทธิทุกราย
1. วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้อนุญาตให้คุณใช้สิทธิอันไม่เฉพาะเจาะจงที่สามารถถูกถอนเมื่อใดก็ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในการ
- เยี่ยมชมเว็บไซต์และเอกสารในเว็บไซต์นี้ จากคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือสื่อสารผ่านเว็บบราวเซอร์
- คัดลอกและจัดเก็บเว็บไซต์และเอกสารในเว็บไซต์นี้บนลงคอมพิวเตอร์ของคุณผ่านระบบความจำ cache
- สั่งพิมพ์เอกสารจากเว็บไซต์นี้สำหรับการใช้ส่วนตัวของคุณ
- ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์โดยวารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถูกคุ้มครองภายใต้ Creative Commons Attribution 4.0 International License ซึ่งอนุญาตให้ทุกคนสามารถคัดลอก แจกจ่าย ดัดแปลง ส่งต่อ ผลงานได้ ก็ต่อเมื่อผลงานและแหล่งข้อมูลได้รับการอ้างอิงอย่างเหมาะสม
2. วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สงวนสิทธิ์ไม่อนุญาตให้คุณใช้สิทธิอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์และเอกสารบนเว็บไซต์นี้ เช่น การคัดลอก ดัดแปลง เปลี่ยนแปลง ส่งต่อ ตีพิมพ์ แจกจ่าย เผยแพร่ จัดแสดงในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม ซึ่งเว็บไซต์หรือเอกสารบนเว็บไซต์ โดยไม่อ้างอิงถึงแหล่งข้อมูลหรือโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3. คุณอาจขออนุญาตที่จะใช้เอกสารอันมีลิขสิทธิ์บนเว็บไซต์นี้โดยการเขียนอีเมลมายัง journal@law.chula.ac.th
4. วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้มงวดกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์อย่างมาก หากวารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่าคุณได้ใช้เอกสารอันมีลิขสิทธิ์บนเว็บไซต์นี้โดยไม่ถูกต้องตามการอนุญาตให้ใช้สิทธิ ดังที่กล่าวไปข้างต้น วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอาจดำเนินคดีตามกฎหมายต่อคุณได้ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายที่เป็นตัวเงินและคำขอชั่วคราวให้คุณหยุดการใช้เอกสารดังกล่าว ทั้งนี้ คุณอาจถูกสั่งให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามกฎหมายนี้
หากคุณพบเห็นการใช้เอกสารอันมีลิขสิทธิ์ของวารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ขัดหรืออาจขัดต่อการอนุญาตให้ใช้สิทธิดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น โดยเชื่อว่าได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของคุณหรือของผู้อื่น สามารถร้องเรียนมาได้ที่ journal@law.chula.ac.th
เอกสารอ้างอิง
Universal Declaration of Human Rights, Article 19; The European Convention on Human Rights, Article 10; The Charter of Fundamental Rights of the European Union, Article 11; International Covenant on Civil and Political Rights, Article 19.
John Stuart Mill, On Liberty (London: Longman, Roberts & Green, 1869; originally published 1859).
Alexander Meiklejohn, Political Freedom (New York: Harper & Brothers, 1960), 25–26.
C. Edwin Baker, Human Liberty and Freedom of Speech (New York: Oxford University Press, 1989), 96.
Oxford English Dictionary ให้ความหมายของชื่อเสียงว่าเป็นความคิดเห็นหรือการประเมินโดยทั่วไปที่สังคมมีต่ออุปนิสัย คุณลักษณะ หรือคุณสมบัติอื่นของบุคคล ตลอดจนระดับของการยกย่องนับถือที่บุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้รับจากสังคม (The general opinion or estimate of a person’s character or other qualities; the relative esteem in which a person or thing is held.)
D. J. Solove, The Future of Reputation (New Haven, CT: Yale University Press, 2007), 30–31.
Robert C. Post, “The Social Foundations of Defamation Law: Reputation and the Constitution,” California Law Review 74 (1986): 691.
chilling effect หมายถึง ภาวะที่บุคคลเลือกที่จะงดเว้นหรือหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นด้วยตนเอง (self-censorship) เนื่องจากความหวาดกลัวต่อผลทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น
Sunday Times v. the United Kingdom, no. 6538/74, 26 April 1979, para. 6; Animal Defenders International v. the United Kingdom, no. 48876/08, 22 April 2013, para. 108; Von Hannover v. Germany (No. 2), nos. 40660/08 and 60641/08, paras. 104–107.
Times Newspapers Ltd v. United Kingdom, ECHR 10 March 2009, [2009] EMLR 14.
ในคดี Times Newspapers Ltd v. United Kingdom ผู้ร้องโต้แย้งว่า การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเพียงพอจำเป็นต้องอาศัยหลัก Single Publication Rule เนื่องจากแนวทางอื่นใดล้วนก่อให้เกิดผลกระทบเชิงยับยั้ง (chilling effect) อย่างรุนแรงจนทำให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง ขณะที่รัฐบาลอังกฤษโต้แย้งว่า หลัก Multiple Publication Rule เป็นมาตรการที่สามารถยอมรับได้และเป็นการจำกัดสิทธิที่ได้สัดส่วน
Times Newspapers Ltd v. United Kingdom, ECHR, 10 March 2009, [2009] EMLR 14, para 48 (“...libel proceedings brought against a newspaper after a significant lapse of time may well, in the absence of exceptional circumstances, give rise to a disproportionate interference with press freedom under Article 10.”).
ARTICLE 19 เป็นองค์การสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1987 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยชื่อขององค์การมาจากข้อ 19 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งรับรองสิทธิดังกล่าว องค์การ ARTICLE 19 จึงมีบทบาทในการผลักดันและสนับสนุนการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะ ทั้งในระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศ (https://www.article19.org/).
ARTICLE 19, Defining Defamation: Principles on Freedom of Expression and Protection of Reputation (London: ARTICLE 19, 2017), 18–19.
Ibid.
Ursula Connolly, “Multiple Publication and Online Defamation – Recent Reforms in Ireland and the United Kingdom,” Masaryk University Journal of Law and Technology 6, no. 1 (2012): 35, 36.
Duke of Brunswick v Harmer [1849] 14 QB 185.
Godfrey v Demon Internet Ltd [2001] QB 201, 208-209.
Berezovsky v Michaels [2000] 1 WLR 1004.
Loutchansky v Times Newspapers Ltd (No 2) [2002] EMLR 14, 263-268.
Ministry of Justice, Defamation and the Internet: The Multiple Publication Rule (Consultation Paper CP20/09, 2009), 8.
Law Commission, Defamation and the Internet: A Preliminary Investigation (Com No 2, 2002), 22–24.
การศึกษาขอบเขตเบื้องต้นของ Law Commission ในปี 2002 เรื่อง Defamation and the Internet ได้รับข้อเสนอแนะจำนวนมากที่วิพากษ์วิจารณ์หลัก Multiple Publication Rule รายงานดังกล่าวได้เสนอทางเลือกในการปฏิรูปสองแนวทางหลัก ได้แก่ การจัดตั้งข้อยกเว้นเฉพาะสำหรับคลังข้อมูล (archive defence) เพื่อคุ้มครองผู้ดูแลคลังข้อมูล รวมถึงผู้เผยแพร่เดิม ไม่ให้ต้องรับผิดต่อบทความเก่าภายหลังจากที่อายุความเดิมสิ้นสุดลง หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือการยกเลิกหลัก Multiple Publication Rule โดยสิ้นเชิง และแทนที่ด้วยหลัก Single Publication Rule ตามแบบของประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม รายงานมิได้เลือกแนวทางใดโดยทันที โดยระบุว่ายังต้องมีการศึกษาต่อไปเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเชิงนโยบาย
Ministry of Justice, Defamation and the Internet: The Multiple Publication Rule (Consultation Paper CP20/09, 2009).
นอกจากนี้ประเด็นปลีกย่อยอื่น ๆ เช่น Single Publication Rule ควรใช้กับการดำเนินคดีหมิ่นประมาททุกประเภทไม่เฉพาะบริบทออนไลน์ หรือประเด็นข้อเสนอให้มีหน้าที่ติดประกาศ (notice) บนคลังข้อมูลเมื่อมีการแจ้งว่ามีการดำเนินคดีหมิ่นประมาท ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะอาจกระทบเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมโดยผู้ฟ้องคดี หรือประเด็นหน้าที่ลบหรือแก้ไขเนื้อหาในรูปแบบอื่นที่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้เผยแพร่รายเดียวกัน หากมีคำพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี ซึ่งบางส่วนเห็นว่าไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย เนื่องจากศาลสามารถออกคำสั่งห้ามเผยแพร่ได้อยู่แล้ว และบางส่วนคัดค้านโดยเห็นว่าการบังคับให้แก้ไขเนื้อหาจะบิดเบือนบันทึกทางประวัติศาสตร์ของการเผยแพร่ สนใจเพิ่มเติมโปรดดู Ministry of Justice, Defamation and the Internet: The Multiple Publication Rule: Response to Consultation (Cm 7820, CP(R) 20/09, 2010).
คณะกรรมาธิการกฎหมายแห่งออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา เลือกแนวทางที่แตกต่างจากอังกฤษ โดยเสนอแนะให้อายุความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ค้นพบ หรือควรจะได้ค้นพบการเผยแพร่ดังกล่าวอย่างสมเหตุสมผล Law Commission of Ontario, Defamation Law in the Internet Age: Final Report (Toronto: Law Commission of Ontario, 2020), 49.
Law Commission ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในรายงาน Defamation and the Internet ปี ค.ศ. 2002 ว่า แม้ระยะเวลาสิ้นสุดสูงสุดจะสอดคล้องกับหลัก Single Publication Rule เป็นอย่างดี แต่กลับไม่มีประสิทธิผลเมื่อใช้ร่วมกับหลัก Multiple Publication Rule เนื่องจากระยะเวลาดังกล่าวจะเริ่มนับใหม่ทุกครั้งที่มีการดาวน์โหลดเนื้อหา นอกจากนี้ ระยะเวลาสิ้นสุดสูงสุดย่อมไม่มีความเกี่ยวข้องในกรณีที่ใช้แนวทางนับระยะเวลาจากวันที่เผยแพร่ตั้งแต่แรก
ระยะเวลาการฟ้องคดีหมิ่นประมาทถูกปรับลดลงสองครั้งในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยลดจากหกปีเหลือสามปีในปี ค.ศ. 1985 และลดจากสามปีเหลือหนึ่งปีตาม Defamation Act 1996 การลดระยะเวลาครั้งหลังเป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมการ Lord Justice Neill ซึ่งเห็นว่าการเรียกร้องเพื่อคุ้มครองชื่อเสียงควรดำเนินการอย่างรวดเร็วและจริงจัง เนื่องจากสื่อมวลชนส่วนใหญ่นำเสนอข้อมูลที่มีลักษณะชั่วคราวและเมื่อเวลาผ่านไป ความทรงจำของพยานย่อมเลือนหาย แหล่งข่าวอาจกระจัดกระจายหรือไม่สามารถติดตามตัวได้ และบันทึกหรือเอกสารประกอบต่าง ๆ อาจถูกทำลายไปแล้ว
Ministry of Justice, Defamation and the Internet: The Multiple Publication Rule (Consultation Paper CP20/09, 2009), Impact Assessment, 31–40.
Defamation Act, Section 8 (Single Publication Rule):
(1) This section applies if a person—(a) publishes a statement to the public (“the first publication”), and (b) subsequently publishes (whether or not to the public) that statement or a statement which is substantially the same.
(2) In subsection (1) “publication to the public” includes publication to a section of the public.
(3) For the purposes of section 4A of the Limitation Act 1980 (time limit for actions for defamation etc) any cause of action against the person for defamation in respect of the subsequent publication is to be treated as having accrued on the date of the first publication.
(4) This section does not apply in relation to the subsequent publication if the manner of that publication is materially different from the manner of the first publication.
(5) In determining whether the manner of a subsequent publication is materially different from the manner of the first publication, the matters to which the court may have regard include (amongst other matters)—(a) the level of prominence that a statement is given; (b) the extent of the subsequent publication.
(6) Where this section applies—(a) it does not affect the court’s discretion under section 32A of the Limitation Act 1980 (discretionary exclusion of time limit for actions for defamation etc), and (b) the reference in subsection (1)(a) of that section to the operation of section 4A of that Act is a reference to the operation of section 4A together with this section.’
Defamation Act 2013, Explanatory Notes, Section 8, para 61.
ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ใช้ในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา แนวคิดเดียวกันยังถูกนำไปใช้กับสื่อประเภทอื่นด้วย เช่น หนังสือฉบับพิมพ์ใหม่รอบเย็นถือว่าแตกต่างกับรอบเช้า กำหนดให้วันที่เผยแพร่ครั้งแรกคือวันที่ออกฉบับปกแข็ง และเป็นวันเผยแพร่ครั้งใหม่สำหรับฉบับปกอ่อน รวมถึงกรณี e-book ให้ถือวันที่แต่ละฉบับถูกทำให้สามารถดาวน์โหลดได้เป็นวันเผยแพร่ใหม่เช่นกัน (David Hooper et al., The New Defamation Act 2013: What Difference Will It Really Make? (London: The Society of Authors, 2013), 9).
Defamation Act 2013, Explanatory Notes, Section 8, para 61.
Defamation Act 2013, Explanatory Notes, Section 8, paras 62-63.
David Hooper et al., The New Defamation Act 2013: What Difference Will It Really Make?, 9.
Patrick Milmo and W. V. H. Rogers (eds.), Gatley on Libel and Slander, 11th ed. (London: Sweet & Maxwell, 2008), para. 6.38.
Gavin Sutter, “Response to the Consultation by the Ministry of Justice on the Draft Defamation Bill,” European Journal of Law and Technology 3, no. 1 (2012): 2.
Joint Committee on the Draft Defamation Bill, Draft Defamation Bill (HL Paper 203, HC 930-I, 2011), paras. 59, 71.
Ministry of Justice, The Government’s Response to the Report of the Joint Committee on the Draft Defamation Bill (Cm 8295, 2012), paras. 52–53. (รัฐบาลกังวลว่าหากบัญญัติตัวอย่างเฉพาะเจาะจงไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับกรณีที่อาจถือว่าเป็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญอาจทำให้กฎหมายมีความซับซ้อนเกินไป และอาจก่อให้เกิดความไม่ชัดเจนในกรณีที่ไม่ได้ระบุไว้ และเพราะไม่อาจกำหนดเกณฑ์รายกรณีอย่างครบถ้วนในบทบัญญัติได้ แนวทางการกำหนดเกณฑ์ทั่วไปแบบไม่กำหนดรายละเอียดเฉพาะกรณี (non-exhaustive list) จึงถูกมองว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสม).
Defamation Act 2013, Explanatory Notes, Section 8, para 64.
Deman v Associated Newspapers Ltd [2016] EWHC 2819 (QB).
Hemming v Poulton [2023] EWHC 3001 (KB), Hill J (24 November 2023).
Restatement (First) of Torts, § 578. (“Except as stated in § 581, one who repeats or otherwise republishes defamatory matter is subject to liability as if he had originally published it”).
American Law Institute, Restatement of the Law of Torts (1938), § 578, Comment (b). (“Each time a libelous article is brought to the attention of a third person, a new publication has occurred, and each publication is a separate tort.”).
William L. Prosser, “Interstate Publication,” Michigan Law Review 51, no. 7 (1953): 962–969.
Restatement (Second) of Torts, § 577A (Am. Law Inst. 1977).
Uniform Single Publication Act § 1 (Uniform Law Commission 1952).
Restatement (Second) of Torts, § 577A (Am. Law Inst. 1977), Comment (b) (ระบุว่า การนำหลักการ Single Publication Rule มาใช้ช่วยหลีกเลี่ยงค่าเสียหายจำนวนเกินสมควรที่จำเลยอาจต้องรับจากการถูกฟ้องร้องแยกเป็นหลายคดีได้)
Restatement (Second) of Torts, § 577A (Am. Law Inst. 1977), Comment (e).
Gregoire v. G.P. Putnam's Sons, 298 N.Y. 119 (1948).
Keeton v. Hustler Magazine, Inc., 465 U.S. 770, 777 n.8 (1984).
Restatement (Second) of Torts, § 577A (Am. Law Inst. 1977), Comment (d).
Kanarek v. Bugliosi, 6 Med. L. Rptr. 1864, 166 Cal. Rptr. 526 (Cal. Ct. App. 1980).
Gregoire v. G.P. Putnam's Sons, 298 N.Y. 119 (1948).
Hyde v. Hibernia Nat'l Bank, 861 F.2d 446 (5th Cir. 1988).
Ferber v. Citicorp Mortg., Inc., No. 94 Civ. 3038, 1996 U.S. Dist. LEXIS 1210 (S.D.N.Y. Feb. 6, 1996).
Stockley v. AT&T Info. Sys., Inc., 687 F. Supp. 764, 767 (E.D.N.Y. 1988).
Digital Design Group, Inc. v. Information Builders, Inc., 24 P.3d 834 (Okla. 2001); Dulude v. Fletcher Allen Health Care, Inc., 174 Vt. 74, 807 A.2d 390 (2002).
Clark v. Airesearch Mfg. Co. of Arizona, Inc., 138 Ariz. 240, 673 P.2d 984 (Ct. App. 1983).
Shively v. Bozanich, 31 Cal. 4th 1230, 80 P.3d 676, 7 Cal. Rptr. 3d 576 (Cal. 2003) (ในคดีนี้ ศาลเห็นว่าหลักการค้นพบขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับหลัก Single Publication Rule และเห็นว่าเมื่อหลัก Single Publication Rule ใช้บังคับแล้ว ย่อมไม่อาจนำหลักการค้นพบมาใช้ได้).
Swafford v. Memphis Individual Practice Ass'n, No. 02A01-9612-CV-00311, 1998 WL 281935 (Tenn. Ct. App. June 2, 1998).
Simon v. Ariz. Bd. of Regents, No. 1 CA-CV 98-0518 (Ariz. Ct. App. June 24, 1999).
Firth v. State, 706 N.Y.S.2d 835 (Ct. Cl. 2000), p.840-843
Van Buskirk v. N.Y. Times Co., No. 99 Civ. 4265, 2000 U.S. Dist. LEXIS 12150, (S.D.N.Y. Aug. 24, 2000) (ศาลอาศัยเหตุผลจากคดี Gregoire ซึ่งวินิจฉัยว่าการจำหน่ายหนังสือจากสต็อกที่มีอยู่ไม่ถือเป็นการเผยแพร่ซ้ำ แม้ว่าผู้จัดพิมพ์จะสามารถนำหนังสือเหล่านั้นออกจากการจำหน่ายได้โดยง่ายก็ตาม หนังสือที่คงอยู่ในสต็อกจึงมีลักษณะไม่ต่างจากเนื้อหาที่คงอยู่บนอินเทอร์เน็ต).
Rare 1 Corp. v. Moshe Zwiebel Diamond Corp., 13 Misc. 3d 1211(A), 824 N.Y.S.2d 757 (Sup. Ct. 2006).
Petro-Lubricant Testing Labs., Inc. v. Adelman, 233 N.J. 236, 184 A.3d 457 (2018).
Martin v. Daily News, L.P., 2012 NY Slip Op 50660(U), 35 Misc. 3d 1212(A) (Sup. Ct. 2012).
In re Phila. Newspapers, LLC, 690 F.3d 161 (3d Cir. 2012) p. 174-175; Life Designs Ranch, Inc. v. Sommer, 191 Wn. App. 320, 364 P.3d 129 (2015).
กรณีการเผยแพร่ซ้ำโดยบุคคลอื่น กฎหมายสหรัฐอเมริกากำหนดขอบเขตความรับผิดของผู้เผยแพร่เดิมแตกต่างจากกฎหมายไทย โดยภายใต้หลักการเผยแพร่ซ้ำที่คาดหมายได้ (foreseeable republication) ผู้เผยแพร่เดิมอาจต้องรับผิดต่อการเผยแพร่ซ้ำของบุคคลภายนอก หากการเผยแพร่ซ้ำนั้นเป็นสิ่งที่คาดหมายได้โดยสมเหตุสมผล หรือเป็นผลตามธรรมชาติและน่าจะเกิดขึ้น (natural and probable consequence) จากการเผยแพร่ครั้งแรก อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่ซ้ำดังกล่าวถือเป็นการเผยแพร่ใหม่ที่แยกต่างหากจากการเผยแพร่เดิม จึงไม่อยู่ภายใต้หลัก Single Publication Rule และก่อให้เกิดมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งวันเริ่มนับอายุความใหม่ของตนเอง ส่งผลให้ผู้เผยแพร่เดิมอาจต้องรับผิดทั้งจากการเผยแพร่ของตนเองและจากการเผยแพร่ซ้ำโดยบุคคลภายนอก ซึ่งแต่ละกรณีมีวันเริ่มนับอายุความแยกจากกันตามวันที่มีการเผยแพร่ ขณะที่กฎหมายไทยกำหนดให้ผู้เผยแพร่ซ้ำรับผิดเฉพาะการกระทำของตนเอง โดยไม่ขยายความรับผิดดังกล่าวย้อนกลับไปยังผู้เผยแพร่เดิมในลักษณะเดียวกัน
Lokhova v. Halper, 441 F. Supp. 3d 238 (E.D. Va. 2020), aff’d, 995 F.3d 134 (4th Cir. 2021).
Nunes v. Lizza, 12 F.4th 890 (8th Cir. 2021)
กรณีสื่อกระจายเสียงแบบดั้งเดิม โปรดดู Lehman v. Discovery Commc’ns, Inc., 332 F. Supp. 2d 534, 539 (E.D.N.Y. 2004); Atkinson v. McLaughlin, 462 F. Supp. 2d 1038, 1052 (D.N.D. 2006); Zoll v. Jordache Enters., Inc., No. 01 Civ. 1339(CSH), 2003 WL 1964054, (S.D.N.Y. Apr. 24, 2003).
Doe v. Finkelman, No. 4D2024-1978 (Fla. 4th DCA 2025) (ศาลอุทธรณ์กลับคำวินิจฉัยที่เคยถือว่าสารคดีแบบสตรีมมิงทั้งชุดเป็นการเผยแพร่เพียงครั้งเดียว โดยวินิจฉัยว่าการเผยแพร่แต่ละตอนแยกจากกันถือเป็นการเผยแพร่คนละครั้งและก่อให้เกิดเหตุแห่งคดีของตนเอง ปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดมลรัฐฟลอริดา อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยว่าการรับชมแบบออนดีมานด์ (on-demand) ในแต่ละครั้งทำให้อายุความเริ่มนับใหม่ ซึ่งสะท้อนว่าศาลให้น้ำหนักกับการตัดสินใจเผยแพร่แต่ละครั้งของผู้เผยแพร่มากกว่าการกดรับชมของผู้ใช้แต่ละครั้ง)
Bantam Books, Inc. v. Sullivan, 372 U.S. 58, 70 (1963); Kisser v. Coalition for Religious Freedom, No. 92 C 4508, 1996 WL 147978, (N.D. Ill. Mar. 29, 1996).
Dominiak v. National Enquirer, 439 Pa. 222, 266 A.2d 626, 629 (1970).
Osmers v. Parade Publ'ns, Inc., 234 F. Supp. 924, 927 (S.D.N.Y. 1964); Strick v. Superior Court, 143 Cal. App. 3d 916, 192 Cal. Rptr. 314, 317 (Ct. App. 1983).
Sapna Kumar, “Website Libel and the Single Publication Rule,” University of Chicago Law Review 70 (2003): 655–661.
Ursula Connolly, “Multiple Publication and Online Defamation – Recent Reforms in Ireland and the United Kingdom,” 35, 37.
Times Newspapers Ltd v. United Kingdom, ECHR, 10 March 2009, [2009] EMLR 14.
Ministry of Justice, Draft Defamation Bill: Summary of Responses to Consultation, CP(R) 3/11 (2011), 43.
สนใจเพิ่มเติมโปรดดู Daniel J. Solove, The Future of Reputation: Gossip, Rumor, and Privacy on the Internet (New Haven, CT: Yale University Press, 2007).
Gavin Sutter, “Reforming English Libel Law: Evolution, Not Revolution,” in Reframing Libel, ed. Connie St Louis (2011), 59.
Northern Ireland Law Commission, Consultation Paper: Defamation Law in Northern Ireland, NILC 19 (2014), 82.
Alastair Mullis and Andrew Scott, “Something Rotten in the State of English Libel Law? A Rejoinder to the Clamour for Reform of Defamation,” Communications Law 14, no. 6 (2009): 173, 178.
Alastair Mullis and Andrew Scott, “Worth the Candle? The Government’s Draft Defamation Bill,” Journal of Media Law 3, no. 1 (2011): 1, 14–15.
Ministry of Justice, Defamation and the Internet: The Multiple Publication Rule: Response to Consultation (Cm 7820, CP(R) 20/09, 2010), 16–18. (นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการตีความคำว่าคลังข้อมูล (archive) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการกำหนดนิยามอย่างรอบคอบ และการให้เอกสิทธิ์ดังกล่าวแก่ผู้ที่รายงานเรื่องซึ่งมิได้เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะโดยจำเป็น ถือเป็นการเบี่ยงเบนไปจากหลักการพื้นฐานของเอกสิทธิ์).
Ministry of Justice, Defamation and the Internet: The Multiple Publication Rule: Response to Consultation (Cm 7820, CP(R) 20/09, 2010), 10.
Gavin Sutter, “Reforming English Libel Law: Evolution, Not Revolution,” 59.
Odelia Braun, “Internet Publications and Defamation: Why the Single Publication Rule Should Not Apply,” Golden Gate University Law Review 32 (2002): 332–336.
Ministry of Justice, Defamation and the Internet: The Multiple Publication Rule: Response to Consultation (Cm 7820, CP(R) 20/09, 2010), 8–9.
Alastair Mullis and Andrew Scott, “Something Rotten in the State of English Libel Law? A Rejoinder to the Clamour for Reform of Defamation,” 173, 178.
Itai Maytal, “Libel Lessons from Across the Pond: What British Courts Can Learn from the United States’ Chilling Experience with the Multiple Publication Rule in Traditional Media and the Internet,” Journal of International Media & Entertainment Law 3 (2010): 140–141.
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95.
เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาค 1 เล่ม 2, พิมพ์ครั้งที่ 11 (กรุงเทพฯ: กรุงสยาม พับลิชชิ่ง, 2562), 641–643. (พึงสังเกตว่า “วันกระทำความผิด” ในแง่ของการนับอายุความตามมาตรา 95 นั้น อาจจะไม่ใช่วันเดียวกับ “วันลงมือกระทำความผิด” ตามมาตรา 80 ก็ได้ เพราะการพิจารณาวันลงมือกระทำความผิดเป็นการพิจารณาในประเด็นที่ว่าจะเริ่มใช้บังคับกฎหมายอาญาได้เมื่อใด กล่าวคือ การกระทำในขั้นใดจึงจะสามารถนำตัวผู้กระทำมาลงโทษได้ ส่วนการพิจารณาวันกระทำความผิดตามมาตรา 95 เป็นการพิจารณาในประเด็นที่ว่าจะใช้กฎหมายอาญาแก่ผู้กระทำความผิดไปได้นานเท่าใด).
คณพล จันทน์หอม, คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคความผิด เล่ม 2, พิมพ์ครั้งที่ 10 (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2569), 304.
เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาค 1 เล่ม 2, 656–662.
โปรดดู ARTICLE 19, Defining Defamation: Principles on Freedom of Expression and Protection of Reputation, 18–19.
เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาค 1 เล่ม 1, พิมพ์ครั้งที่ 11 (กรุงเทพฯ: กรุงสยาม พับลิชชิ่ง, 2562), 92–93.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2272/2527.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2564.
สนใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุผลของการกำหนดอายุความอาญา โปรดดู จิตติ ติงศภัทิย์, คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาค 1, พิมพ์ครั้งที่ 10 (กรุงเทพฯ: สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, 2546), 1271–1272.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2253/2531, 3002/2552, 1661/2542; โปรดดูความเห็นของศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ท้ายคำพิพากษาฎีกาที่ 2253/2531.
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448.
สุษม ศุภนิตย์, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะละเมิด, พิมพ์ครั้งที่ 8 (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์บรรณการ, 2555), 277.
จิตติ ติงศภัทิย์, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรียงมาตรา ว่าด้วย จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้ ละเมิดบรรพ 2 มาตรา 395–452, ปรับปรุงโดย เขมภูมิ ภูมิถาวร, ชวิน อุ่นภัทร และ อำนาจ ตั้งคีรีพิมาน, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: กองทุนศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์, 2561), 307.
ตัวอย่างเช่น การฟ้องรื้อถอนอาคารที่ต่อเติมโดยมิชอบ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 484/2535 และ 1041/2537) การฟ้องห้ามจำหน่ายหรือนำเข้าสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4603/2533) และการฟ้องเพิกถอนคำสั่งหรือเอกสารสิทธิในที่ดิน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2023/2538, 8187/2538 และ 3089/2537).
มาตรา 447 เป็นเรื่องที่จำเลยได้ทำละเมิดไปแล้ว มิใช่บทบัญญัติสำหรับการห้ามการกระทำละเมิดในอนาคต ดังนั้น ในคดีที่โจทก์ฟ้องหนังสือพิมพ์ที่ลงข้อความหมิ่นประมาทแต่หนังสือพิมพ์ก็ยังคงลงข้อความหมิ่นประมาททุกวัน หากโจทก์ประสงค์จะขอให้ศาลสั่งห้ามจำเลยมิให้กระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ก็ต้องอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราว มิใช่อาศัยมาตรา 447 เพราะการลงหนังสือพิมพ์หมิ่นประมาทในอนาคตยังไม่ได้เป็นการทำละเมิด.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4025/2545.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3227/2562, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4132/2564.
ข้อสังเกตอีกประการหนึงคือ การวินิจฉัยว่าความรับผิดในทางละเมิดโดยการหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อเนื่อง อาจขัดต่อหลักห้ามดำเนินคดีซ้ำ (Double Jeopardy หรือ ne bis in idem) ซึ่งมีสาระสำคัญว่าบุคคลไม่สมควรถูกดำเนินคดีหรือลงโทษซ้ำจากการกระทำความผิดเดียวกัน โดยหลักดังกล่าวปรากฏในกฎหมายไทยทั้งในทางอาญาตามมาตรา 39 (4) และมาตรา 144 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และในทางแพ่งตามมาตรา 173 และมาตรา 148 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
เสนีย์ ปราโมช, ม.ร.ว., ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วย นิติกรรมและหนี้ เล่ม 1 (ภาค 1–2), ปรับปรุงแก้ไขโดย มุนินทร์ พงศาปาน, พิมพ์ครั้งที่ 4 (กรุงเทพฯ: กองทุนศาสตราจารย์ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2561), 210–211.