การพัฒนามาตรการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดอาญาแทนการควบคุมตัว (Non-custodial Measures) ในประเทศไทย: กรณีการปล่อยชั่วคราวและการควบคุมตัวในชุมชน

Main Article Content

ฐิตินันท์ เต็งอำนวย

บทคัดย่อ

การใช้มาตรการควบคุมตัวผู้กระทำความผิดเกินกว่าความจำเป็นอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ตลอดจนเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่ปัญหาความแออัดในเรือนจำและยังมีข้อจำกัดในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด แนวคิดเกี่ยวกับมาตรการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดแทนการควบคุมตัว (Non-custodial Measures) จึงมีความสำคัญในฐานะแนวทางที่มุ่งลดการใช้การควบคุมตัวและการจำคุกที่ไม่จำเป็นในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ทั้งยังสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานสากล โดยเฉพาะหลักเกณฑ์ตามข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยมาตรการไม่ควบคุมตัว หรือ ข้อกำหนดโตเกียว (Tokyo Rules)


บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาการพัฒนามาตรการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดแทนการควบคุมตัวในกฎหมายไทยในสองประเด็นสำคัญ ได้แก่ การปล่อยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคดี และ มาตรการควบคุมตัวผู้กระทำความผิดในสังคม โดยศึกษาหลักเกณฑ์ตามกฎหมายไทยประกอบกับการศึกษาเปรียบเทียบกรอบกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ และประเทศออสเตรเลีย เพื่อนำเสนอแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนามาตรการของประเทศไทย

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

บทความวิจัยนี้พัฒนาขึ้นมาจากรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ ของ “โครงการศึกษาวิเคราะห์และจัดทำคู่มือการพัฒนามาตรการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดอาญาแทนการควบคุมตัว” เสนอต่อสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม โดยมีหัวหน้าโครงการ คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ เสริมศีลธรรม และมีผู้เขียนบทความวิจัยเป็นนักวิจัยในโครงการดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ได้มีหนังสือ ที่ ยธ.0905/1405 อนุญาตให้เผยแพร่บทความวิจัยนี้

กรมราชทัณฑ์, “รายงานสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์,” 1 สิงหาคม 2569, สืบค้นเมื่อ 7 สิงหาคม 2569, http://www.correct.go.th/rt103pdf/report_result.php?date=2026-08-01&report=

สอดคล้องกับหลักการให้คำนิยามของข้อกำหนดโตเกียว ในข้อ 2

International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR), adopted December 16, 1966, entered into force March 23, 1976, 999 UNTS 171, art. 9(1).

ICCPR, art 9.3.

United Nations General Assembly, United Nations Standard Minimum Rules for Non-custodial Measures (The Tokyo Rules), UNGA Res 45/110 (14 December 1990).

United Nations Standard Minimum Rules for Non-custodial Measures (The Tokyo Rules), UN General Assembly Resolution 45/110, December 14, 1990.

The Tokyo Rules, arts. 3.2–3.4.

The Tokyo Rules, art. 5.1.

The Tokyo Rules, art. 6.1 - 6.3.

The Tokyo Rules, art. 8.2.

The Tokyo Rules, art. 8.1.

The Tokyo Rules, art. 9.1.

The Tokyo Rules, art. 9.2.

กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ, “กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR),” สืบค้นเมื่อ 15 สิงหาคม 2569, https://humanrights.mfa.go.th/human-rights/core-international-human-rights-instruments/treaties-that-thailand-is-party/iccpr/.

United Nations General Assembly, United Nations Standard Minimum Rules for Non-custodial Measures (The Tokyo Rules), GA Res. 45/110, UN Doc. A/RES/45/110 (December 14, 1990), paras. 1–3 and annex, rule 1.3, https://digitallibrary.un.org/record/105347.

หลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (presumption of innocence) ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในทางกฎหมายอาญาระหว่างประเทศและในกลุ่มประเทศที่ใช้กฎหมายระบบจารีตประเพณีว่าเป็นหลักทั่วไปทางกฎหมายอาญา (General Principle of Criminal Law) โปรดดู Fabián O. Raimondo, General Principles of Law in the Decisions of International Criminal Courts and Tribunals (Martinus Nijhoff Publishers, 2008); Andrew Ashworth, “Four Threats to the Presumption of Innocence,” International Journal of Evidence & Proof 10, no. 4 (2006): 241–279; François Quintard-Morénas, “The Presumption of Innocence in the French and Anglo-American Legal Traditions,” American Journal of Comparative Law 58, no. 1 (2010): 107–149.

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, มาตรา 107 บัญญัติไว้ว่า

“เมื่อได้รับคําร้องให้ปล่อยชั่วคราว ให้เจ้าพนักงานหรือศาลรีบสั่งอย่างรวดเร็วและผู้ต้องหาหรือจําเลยทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 108 มาตรา 108/1 มาตรา 109 มาตรา 110 มาตรา 111 มาตรา 112 มาตรา 113 และมาตรา 113/1

“คำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวโดยทันที”

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, มาตรา 108 วรรคสาม.

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, มาตรา 108/1 วรรคหนึ่ง.

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, มาตรา 111 บัญญัติไว้ว่า “เมื่อจะปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีประกันเลย ก่อนที่จะปล่อยไป ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยสาบานหรือปฏิญาณตนว่าจะมาตามนัดหรือหมายเรียก”

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, มาตรา 112 บัญญัติไว้ว่า

“เมื่อจะปล่อยชั่วคราวโดยมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกัน ก่อนปล่อยไปให้ผู้ประกันหรือผู้เป็นหลักประกันลงลายมือชื่อในสัญญาประกันนั้น

“ในสัญญาประกันนอกจากข้อความอย่างอื่นอันพึงมี ต้องมีข้อความดังนี้ด้วย

“(1) ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวหรือผู้ประกัน แล้วแต่กรณี จะปฏิบัติตามนัดหรือหมายเรียกของเจ้าพนักงานหรือศาล ซึ่งให้ปล่อยชั่วคราว

“(2) เมื่อผิดสัญญาจะใช้เงินจำนวนที่ระบุไว้

“ในสัญญาประกันจะกำหนดภาระหน้าที่หรือเงื่อนไขให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราว หรือผู้ประกันต้องปฏิบัติเกินความจำเป็นแก่กรณีมิได้”

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, มาตรา 114.

ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565, ข้อ 8.

ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565 ข้อ 16 ได้แบ่งกรอบในการกำหนดวงเงินประกันโดยแยกตามความร้ายแรงของคดี อาทิ ข้อ 16.1 กำหนดว่า ในคดีความผิดลหุโทษหรือคดีที่มีโทษปรับสถานเดียว หากมีความจำเป็นต้องมีประกัน ให้กำหนดวงเงินไม่เกินหนึ่งในสี่ของอัตราโทษปรับขั้นสูง และหากมีพฤติการณ์พิเศษอาจกำหนดสูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าวได้ แต่ต้องไม่เกินกึ่งหนึ่งของอัตราโทษปรับขั้นสูง ส่วนคดีความผิดที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจซึ่งมีอัตราโทษปรับสูง ไม่ว่าจะมีโทษจำคุกประกอบด้วยหรือไม่ ข้อ 16.2 กำหนดว่า หากจำเป็นต้องมีประกันหรือมีทั้งประกันและหลักประกัน วงเงินประกันต้องไม่เกินหนึ่งในสี่ของอัตราโทษปรับขั้นสูง แต่หากมีพฤติการณ์พิเศษ ศาลอาจกำหนดสูงกว่านั้นได้ แต่ไม่เกินอัตราโทษปรับขั้นสูง และข้อ 16.3 กำหนดว่า สำหรับคดีที่ก่อความเสียหายต่อทรัพย์สินมูลค่าสูงหรือสร้างความเสียหายในวงกว้าง เช่น คดีฉ้อโกง การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือความผิดเกี่ยวกับผู้บริหารสถาบันการเงิน หากจำเป็นต้องมีประกันหรือหลักประกัน ให้กำหนดวงเงินโดยทั่วไปไม่เกินหนึ่งในสามของราคาหรือมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้าย และในกรณีมีพฤติการณ์พิเศษอาจกำหนดสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าวได้ แต่หากกำหนดสูงกว่าหนึ่งในสามจะต้องไม่เกินมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้ายและต้องระบุเหตุผลโดยชัดแจ้ง ทั้งนี้ ต้องพิจารณาอัตราโทษจำคุกประกอบเพื่อป้องกันมิให้เรียกประกันเกินสมควรแก่กรณี สำหรับคดีที่มีโทษจำคุกและไม่เข้าหลักเกณฑ์เฉพาะประเภทอื่นดังที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ ข้อ 16.4 กำหนดให้ใช้เกณฑ์วงเงินประกันไม่เกิน 10,000 บาทต่อระวางโทษจำคุกหนึ่งปี และหากมีพฤติการณ์พิเศษอาจกำหนดสูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าวได้ แต่โดยหลักไม่ควรเกิน 20,000 บาทต่อระวางโทษจำคุกหนึ่งปี

ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565, ข้อ 16.4.

ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565, ข้อ 16.5.

ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565, ข้อ 16.6.

สำนักส่งเสริมงานตุลาการ, “สถิติการปล่อยชั่วคราววันทำการและวันหยุด ของศาลชั้นต้น ไตรมาสที่ 1/2567,” สืบค้นเมื่อ 28 สิงหาคม 2569, https://oja.coj.go.th/th/content/category/detail/id/13762/iid/397946.

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3142.

เช่น Bail Act 2013 (NSW) ของรัฐนิวเซาท์เวลส์

Bail Act 1976, section 4.

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3142(g) (สหรัฐอเมริกา); Bail Act 1976, Schedule 1 (อังกฤษ); Bail Act 2013 (NSW) Part 3 (รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย).

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3142.

New York Criminal Procedure Law (CPL) § 510.10.

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3142.

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3142(b).

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3142(b).

New York Criminal Procedure Law (CPL) § 510.10(1).

California Penal Code § 1270(a).

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3142(c)(1)(B)(iv).

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3142(c)(1)(B)(v).

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3142(c)(1)(B)(vi).

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3142(c)(1)(B)(vii).

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3142(c)(1)(B)(viii).

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3142(c)(1)(B)(ix).

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3142(c)(1)(B)(x).

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3142(c)(1)(B)(xii).

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3142(c)(1)(B)(xi).

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3142(c)(1)(B)(xiv).

New York Criminal Procedure Law (CPL) § 500.10(3-a).

Texas Code of Criminal Procedure, art. 17.40.

California Penal Code § 1203.018 (เริ่มแรกนำมาใช้กับการกักขังที่บ้านก่อน จนต่อมาได้นำมาใช้กับการปล่อยชั่วคราวด้วย).

In re Humphrey, 11 Cal. 5th 135 (2021).

State v. Robinson, 229 N.J. 44 (2017).

Bail Reform Act 1984, 18 U.S.C. § 3148 สำหรับกรณีการปล่อยชั่วคราวตามกฎหมายระดับรัฐบาลกลาง และตัวอย่างกฎหมายระดับมลรัฐ เช่น California Penal Code § 1318 (มลรัฐแคลิฟอร์เนีย) New York Criminal Procedure Law (CPL) § 530.60 (มลรัฐนิวยอร์ก) เป็นต้น.

Jess Zhang, Jacob Kang-Brown, and Ari Kotler, People on Electronic Monitoring (New York: Vera Institute of Justice, 2024), https://vera-institute.files.svdcdn.com/production/downloads/publications/Vera-People-on-Electronic-Monitoring.pdf.

Alicia Virani, Pretrial Electronic Monitoring in Los Angeles County: 2015 through 2021 (Los Angeles: UCLA School of Law, Criminal Justice Program, 2022), 9, สืบค้นเมื่อ 28 สิงหาคม 2569, https://static1.squarespace.com/static/5b7ea2794cde7a79e7c00582/t/64b747702154a72a49903e57/1689732977217/pretrial-electronic.pdf.

Bail Act 1976, section 4(1).

Bail Act 1976, schedule 1 paragraph 2.

Bail Act 1976, schedule 1 paragraph 2ZA (มุ่งใช้กับกรณีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว).

Bail Act 1976, schedule 1 paragraph 3.

Bail Act 1976, section 3(4).

Bail Act 1976, section 3(6).

Bail Act 1976, section 3AC.

Bail Act 1976, section 5B.

Bail Act 1976, section 7.

Bail Act 1976, section 3(6).

Crown Prosecution Service, Bail (Prosecution Guidance, updated 22 March 2026).

ดังเช่นที่ศาลได้กล่าวไว้ในคดี DPP (Cth) v Barbaro [2011] VSC 404 และ Trobridge v Hardy (1955) 94 CLR 147 เป็นต้น ทั้งยังปรากฏในรายงานฉบับที่ 133 เมื่อปี ค.ศ. 2012 ของ NSW Law Reform Commission ให้การปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาเป็นสิทธิของจำเลย

เช่น Bail Act 2013 (NSW), section 16 ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ และ Bail Act 1977 (Vic), section 4 ของรัฐวิกตอเรีย

Bail Act 2013 (NSW), sections 5 & 20; Bail Act 1977 (Vic), section 5; Bail Act 1980 (Qld), section 11; Bail Act 1985 (SA), sections 4 & 10; Bail Act 1982 (WA), sections 6 – 7, Bail Act 1994 (Tas).

เช่น Bail Act 2013 (NSW), section 20 (รัฐนิวเซาท์เวลส์) และ Bail Act 1977 (Vic), section 4E (รัฐวิกตอเรีย).

Bail Act 2013 (NSW), section 25.

Bail Act 2013 (NSW), section 27.

Bail Act 2013 (NSW), section 30A.

NSW Government, “Electronic Monitoring to Increase Protection for Victim-Survivors of Domestic and Family Violence,” October 11, 2024, https://www.nsw.gov.au/media-releases/electronic-monitoring-to-increase-protection-for-victim-survivors-of-domestic-and-family-violence.

Bail Act 2013 (NSW), section 26.

Bail Act 2013 (NSW), section 26 (6).

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2558, มาตรา 3.

มติชนออนไลน์, “ศาลยุติธรรมนำร่องใช้กำไลอิเล็กทรอนิกส์ EM 1 มี.ค.นี้ 23 ศาลทั่วประเทศ,” 27 กุมภาพันธ์ 2561, สืบค้นเมื่อ 13 กันยายน 2569, https://www.matichon.co.th/local/news_857289.

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปีหรือจําคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต”

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2558.

สำนักงานศาลยุติธรรม, “สนง.ศาลยุติธรรม - กทม. ร่วมมือกันพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงและการกำกับดูแลในชั้นปล่อยชั่วคราวของศาลยุติธรรม ขยายเครือข่ายผู้กำกับดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราวในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร,” 30 มิถุนายน 2565, สืบค้นเมื่อ 28 สิงหาคม 2569, https://www.coj.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/299343.

Justice and Home Affairs Committee, Cutting Crime: Better Community Sentences, HL Paper 27 (London: House of Lords, 2023), https://committees.parliament.uk/publications/42651/documents/212004/default/

Explanatory Notes to the Criminal Justice Act 2003, Chapter 44, Section 177.

ประมวลกฎหมายอาญา, มาตรา 39 บัญญัติไว้ว่า “วิธีการเพื่อความปลอดภัย มีดังนี้

“(1) กักกัน

“(2) ห้ามเข้าเขตกำหนด

“(3) เรียกประกันทัณฑ์บน

“(4) คุมตัวไว้ในสถานพยาบาล

“(5) ห้ามการประกอบอาชีพบางอย่าง”

ประมวลกฎหมายอาญา, มาตรา 46.

ประมวลกฎหมายอาญา, มาตรา 40 – 43.

ประมวลกฎหมายอาญา, มาตรา 56 - มาตรา 58.

U.S. Code §§ 3561–3566.

U.S. Code § 3561 (a); US Sentencing Guidelines §5B1.1 (b).

USC § 3561; United States Sentencing Commission, 2025 Guidelines Manual, ch 7 pt A para 2(a) ‘Probation’.

United States Sentencing Commission, ‘Chapter Seven: Violations of Probation and Supervised Release’ in 2025 Guidelines Manual, pt A para 2(a).

ตัวอย่างของเงื่อนไขที่ต้องมีในการควบคุมความประพฤติ เช่น จำเลยต้องไม่กระทำความผิดอาญาขึ้นใหม่อีกในระหว่างระยะเวลาควบคุมความประพฤติ จำเลยต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการใช้วัตถุควบคุมโดยผิดกฎหมาย และต้องนำส่งผลตรวจสารเสพติดภายใน 15 วันนับแต่ได้รับคำสั่งให้ควบคุมความประพฤติและต้องนำส่งผลตรวจต่อเนื่องตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด หรือ จำเลยต้องชดใช้ความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจากการกระทำความผิดของตน เป็นต้น (18 U.S. Code § 3563 (a) – Mandatory Conditions) และตัวอย่างของเงื่อนไขตามดุลพินิจของศาล เช่น จำเลยต้องไม่ประกอบอาชีพหรือธุรกิจประเภทใดประเภทหนึ่งเป็นการเฉพาะ หรือ จำเลยต้องไม่เข้าสถานที่บางแห่งเป็นการเฉพาะ หรือต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องโดยไม่จำเป็นกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ หรือ จำเลยต้องเข้ารับการบำบัดทางการแพทย์ เป็นต้น (18 U.S. Code § 3563 (b) – Discretionary Conditions.)

หากเป็นกรณีความผิดร้ายแรง (Felony) ระยะเวลาในการควบคุมความประพฤติต้องไม่น้อยกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี ในขณะที่ความผิดทั่วไปที่ไม่ร้ายแรง (Misdemeanor) ระยะเวลาในการควบคุมความประพฤติต้องไม่เกิน 5 ปี โดยไม่มีการกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำไม่ ส่วนความผิดเล็กน้อยหรือความผิดลหุโทษ (Infraction) ระยะเวลาในการควบคุมความประพฤติต้องไม่เกิน 1 ปี (18 U.S. Code § 3561 (c)).

U.S. Code § 3565.

Prison Policy Initiative, “Mass Incarceration: The Whole Pie 2023 shows that as the pandemic subsides, criminal legal system returning to “business as usual”,” (March 14, 2023), https://www.prisonpolicy.org/reports/pie2025.html.

ทั้งนี้ ยังมีการใช้คำว่า probation อยู่ แต่ภายใต้ความหมายของการควบคุมความประพฤติ (supervision) ซึ่งอาจเป็นเงื่อนไขประการหนึ่งที่ศาลกำหนดในคำสั่งควบคุมตัวในสังคม

โปรดดู UK Parliament, “Criminal Justice Act 2003: Explanatory Notes—Summary and Background,” https://www.legislation.gov.uk/ukpga/2003/44/notes/division/2.

Office of the Parliamentary Counsel, “The Sentencing Code—Guidance for Drafters,” March 28, 2023, https://www.gov.uk/government/publications/the-sentencing-code-guidance-for-drafters/the-sentencing-code-guidance-for-drafters.

Sentencing Act 2020, section 202(1).

Murder (Abolition of Death Penalty) Act 1965, section 1.

Firearms Act 1968, section 51A.

Powers of Criminal Courts (Sentencing) Act 2000, section 110.

Sentencing Act 2020, section 202(2)(3).

Criminal Justice Act 2003, section 177(1).

Sentencing Act 2020, section 218 and schedule 10.

Penalties and Sentences Act 1992 (Qld).

Crimes (Sentencing Procedure) Act 1999 (NSW).

Sentencing Act 1991 (Vic).

Crimes (Sentencing Procedure) Act 1999 (NSW), section 8(1).

โปรดดู R v Fangaloka [2019] NSWCCA 173.

Crimes (Sentencing Procedure) Act 1999 (NSW), section 85.

Crimes (Sentencing Procedure) Act 1999 (NSW), section 88.

Crimes (Sentencing Procedure) Act 1999 (NSW), section 89.

Crimes (Sentencing Procedure) Act 1999 (NSW), section 89(4C).

Crimes (Sentencing Procedure) Act 1999 (NSW), section 89(3).

Crimes (Sentencing Procedure) Act 1999 (NSW), Part 5, sections 64 – 73B.

ICO จัดอยู่ภายใต้ Division 2 – Custodial Sentences ของกฎหมาย Crimes (Sentencing Procedure) Act 1999 (NSW) Part 2 ในขณะที่ CCO จัดอยู่ภายใต้ Division 3 -- Non-custodial alternatives ของกฎหมาย

Crimes (Sentencing Procedure) Act 1999 (NSW), Part 2, section 9(2) & Part 8 – Sentencing Procedures for Conditional Release Orders.

Crimes (Sentencing Procedure) Act 1999 (NSW), section 73A.