การพัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษแก่สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเรือ, ตำบลไพรขลา, ตำบลกระเบื้อง, อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์
คำสำคัญ:
การพัฒนา, ทักษะภาษาอังกฤษ, การฟังและการพูดบทคัดย่อ
การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษแก่สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเรือ, ตำบลไพรขลา, ตำบลกระเบื้อง, อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์” ผู้วิจัยกำหนดรูปแบบการวิจัยแบบผสมผสานวิธี (Mixed Research Method) โดยศึกษาตามระเบียบวิธีการวิจัย ดังนี้ 1) การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) และ 2) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Quality Research) มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาทักษะด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ 2) เพื่อศึกษาเจตคติปัญหา/อุปสรรคทักษะด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษแก่สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเรือ, ตำบลไพรขลา, ตำบลกระเบื้อง, อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ โดยการวิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และแปลเป็นความหมายตามเกณฑ์ระดับความคิดเห็น 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และ น้อยที่สุด ที่กำหนดไว้
ผลการวิจัย พบว่า
ระดับความคิดเห็นต่อการพัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษแก่สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเรือ, ตำบลไพรขลา, ตำบลกระเบื้อง, อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( =4.24, S.D. = 0.188) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ระดับมากที่สุด คือ พัฒนาทักษะกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการพูด อยู่ในระดับมาก ( =4.31, S.D. = 0.357) รองลงมา คือ พัฒนาทักษะกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการฟัง อยู่ในระดับมาก ( =4.30, S.D. = 0.357) รองลงมา คือ ทักษะด้านการสื่อการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก ( = 4.23, S.D. = 0.323) และด้านที่มีความคิดเห็นน้อยที่สุด คือ ทักษะด้านกระบวนการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก ( = 4.12, S.D. = 0.351)
องค์ความรู้จากการวิจัย จากผลการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษแก่สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเรือ, ตำบลไพรขลา, ตำบลกระเบื้อง, อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์” โดยภาพรวม 4 ทักษะอยู่ในระดับมาก สรุปเป็นองค์ความรู้ ดังนี้
1) ทักษะด้านการฟัง (Listening) เป็นการลงทุนน้อยแต่ได้กำไรมากจึงต้องฟังอย่างตั้งใจเพื่อการรับสารที่ชัดเจน
2) ทักษะด้านการอ่านหรือคิด (Reading, Thinking) เป็นการรับรู้สารที่เกิดต่อจากการฟังจึงต้องคิดประมวลความและจับใจความในสาระที่สื่อสารให้ตรงประเด็น
3) ทักษะด้านการพูด (Speaking) เป็นการแสดงออกถึงการรับสาร แปลงสารและส่งสารเพื่อการสื่อสารให้ชัดถ้อย ชัดคำ และชัดความให้มากที่สุด
4) ทักษะด้านการเขียน (Writing) คือขั้นตอนสุดท้ายที่จะเก็บขอมูลเนื้อหาที่สื่อสารกันว่าด้วยเรื่องอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน และอย่างไร ไว้เป็นร่องรอยหลักฐานที่ยั่งยืนสืบเนื่องต่อไปให้ยาวนาน
เอกสารอ้างอิง
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, (2544), สาระและมาตรฐานการเรียนรูกลุมสาระภาษาต่างประเทศในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544, กรุงเทพฯ : องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.).
วงเดือน ปอศิริ. (2558), ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาโดยใช้การสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้, วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหบัณฑิต, สาขาวิชาประถมศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
สุพัชรี ผุดผ่อง, (2558), สร้างกลยุทธ์และการผลิตครู, วารสารวงการครู, 2. (20), กรุงเทพฯ.
ชูวงศ์ ฉายะบุตร, (2559), การปกครองท้องถิ่นไทย, พิมพ์ครั้งที่ 4, กรุงเทพฯ : บริษัทพิฆเณศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2022 ภาวนาสารปริทัศน์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.