การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบชี้แนะสะท้อนคิด สำหรับการฝึกอาชีพในสถานประกอบการของนักศึกษาระบบทวิภาคี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
คำสำคัญ:
การนิเทศแบบชี้แนะสะท้อนคิดสำหรับการฝึกอาชีพ, อาชีวศึกษาระบบทวิภาคีบทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบการนิเทศการฝึกอาชีพแบบชี้แนะสะท้อนคิดในสถานประกอบการของผู้เรียนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
การอาชีวศึกษา 2) เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบการนิเทศการฝึกอาชีพแบบชี้แนะสะท้อนคิดสำหรับในสถานประกอบการของผู้เรียนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ 3) เพื่อพัฒนาและประเมินหลักสูตรฝึกอบรมการนิเทศการฝึกอาชีพแบบชี้แนะสะท้อนคิดในสถานประกอบการของผู้เรียนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research ) ร่วมกับข้อมูลของการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้แนวคิดตามแบบจำลอง (CIPP-Model) เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หัวหน้างานอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี และครูนิเทศก์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด คือ 1) แบบประเมินองค์ประกอบของรูปแบบการนิเทศ 2) แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการนิเทศ 3) แบบประเมินหลักสูตรฝึกอบรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ใช้การวิเคราะห์สถิติ เช่น ค่าเฉลี่ยร้อยละ (E1/E2) และเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์เนื้อหาและเขียนบรรยายเชิงพรรณนาผลการวิจัยพบว่า
- ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 รูปแบบการนิเทศแบบชี้แนะสะท้อนคิดมี 5 องค์ประกอบหลัก และได้รับการประเมินว่าเหมาะสมในระดับมากถึงมากที่สุด
- ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 หลักสูตรฝึกอบรมได้รับการประเมินว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ มีผลสัมฤทธิ์สูงกว่ามาตรฐานที่กำหนด และได้รับการยอมรับจากผู้เข้าร่วมอบรม รวมถึงผู้บริหาร
- ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 หลักสูตรฝึกอบรมรูปแบบการนิเทศแบบชี้แนะสะท้อนคิดได้รับการประเมินโดยใช้แบบจำลอง CIPP Model (Context, Input, Process, Product) พบว่าหลักสูตรมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรมในระดับสูง ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญว่ามีความเหมาะสม ผลการทดลองใช้ (Try-out) พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางทฤษฎีและปฏิบัติสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนด (E1/E2 = 81.33/82.53 และคะแนนปฏิบัติ 82.66% สูงกว่าเกณฑ์ 75%) เมื่อทดลองใช้จริง (Implementation) พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางทฤษฎีและปฏิบัติยังคงสูงกว่ามาตรฐาน (E1/E2 = 82.85/85.71 และคะแนนปฏิบัติ 83.14%) นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรในระดับสูงสุด และผู้บริหารเห็นว่าหลักสูตรสามารถนำไปใช้ในการนิเทศการฝึกอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รูปแบบการนิเทศแบบชี้แนะสะท้อนคิดที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการฝึกอาชีพของผู้เรียนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยช่วยให้การนิเทศมีโครงสร้างที่ชัดเจน รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้กับการพัฒนาผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษาในการนิเทศการฝึกอาชีพอย่างเป็นระบบ
เอกสารอ้างอิง
จารุวรรณ์ ชนะพันธ์, และ การันต์ กิจระการ. (2562). การพัฒนาแนวทางการนิเทศภายในแบบชี้แนะสะท้อนคิดสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 26. วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ, 8(29), 255–266.
บุญชม ศรีสะอาด. (2554). หลักการวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: สุวิริยาสาส์น.
พิสิฐ เมธีภัทร. (2549). การพัฒนาชุดฝึกอบรมรูปแบบของกระบวนการฝึกอบรม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ราชกิจจานุเบกษา. (2551). พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551. สืบค้นจาก https://www.ratcha kitcha.soc.go.th
สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 2. (2564). แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสถาบัน พ.ศ. 2564–2568. [ม.ป.ท.]: สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 2.
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา. (2562). หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติการจัดการอาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ.
Stufflebeam, D. L., & Coryn, C. L. S. (2014). Evaluation theory, models, and applications (2nd ed.). San Francisco, CA: Jossey-Bass.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และคณาจารย์ท่านอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
