การพัฒนาแบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
คำสำคัญ:
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน, การพัฒนาแบบวัดฉบับสั้น, คุณสมบัติทางจิตมิติบทคัดย่อ
การวัดทางจิตวิทยาเป็นการวัดในสิ่งที่เป็นนามธรรมในตัวบุคคล ดังนั้นการได้มาซึ่งสารสนเทศที่ตรงตามสิ่งที่มุ่งวัดหรือมีคุณภาพนั้นต้องอาศัยเครื่องมือที่เหมาะสม โดยส่วนใหญ่เครื่องมือวัดทางจิตวิทยาจะมีข้อจำกัดด้านความยาวที่มากเกินไปซึ่งส่งผลต่อการตอบของผู้ตอบ เช่นเดียวกับแบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนที่ผู้วิจัยสนใจศึกษา มัก ไม่ถูกนำไปใช้วัดตามวัตถุประสงค์ด้วยข้อคำถามที่มากซึ่งไม่สะดวกต่อการวัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการสร้างและพัฒนาแบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ทั้งแบบวัดฉบับยาวและแบบวัดฉบับสั้น พร้อมทั้งตรวจสอบและเปรียบเทียบคุณภาพด้านความเที่ยงและความตรงของแบบวัดฉบับยาวกับแบบวัดฉบับสั้น โดยศึกษาในตัวอย่างวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 711 คน ด้วยแบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ชนิดสถานการณ์ 4 ตัวเลือกที่สร้างขึ้นและให้เป็นแบบวัดฉบับยาว จากนั้นทำการคัดเลือกข้อคำถามจากแบบวัดฉบับยาวเข้าสู่แบบวัดฉบับสั้น ด้วยการพิจารณาคัดเลือกข้อคำถามจากค่าอำนาจจำแนกแบบสหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (corrected item-total correlation) และค่าน้ำหนักองค์ประกอบ (factor loading) จากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และเปรียบเทียบคุณภาพของแบบวัดทั้งสองฉบับในด้านความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายในรายคุณลักษณะและความตรงเชิงโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า
- การพัฒนาแบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ได้แบบวัดที่มุ่งวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ ตามทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก มีลักษณะเป็นแบบวัดชนิดสถานการณ์ โดยเป็นแบบวัดฉบับยาวมีข้อคำถามจำนวน 95 ข้อ และแบบวัดฉบับสั้นมีข้อคำถามจำนวน 56 ข้อ ทั้งแบบวัดฉบับยาวและแบบวัดฉบับสั้นนั้นมีคุณภาพด้านความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายใน โดยมีค่าตั้งแต่ 0.524 - 0.828 และมีความตรงเชิงโครงสร้างโดยพิจารณาจากความสอดคล้องของโมเดลการวัดกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (ค่าไค-สแควร์สัมพัทธ์ มีค่าตั้งแต่ 0.21 – 2.03, GFI มีค่าตั้งแต่ 0.98 - 1.00, AGFI มีค่าตั้งแต่ 0.97 – 1.00, RMR มีค่าตั้งแต่ 0.008 – 0.036)
2. การเปรียบเทียบคุณภาพระหว่างแบบวัดฉบับยาวกับแบบวัดฉบับสั้น คุณภาพด้านความเที่ยงพบว่า แบบวัดฉบับยาวมีความเที่ยงสูงกว่าแบบวัดฉบับสั้น และคุณภาพด้านความตรงเชิงโครงสร้างพบว่าโมเดลการวัดของแบบวัดฉบับสั้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์มากกว่าโมเดลการวัดของแบบวัดฉบับยาว สรุปได้ว่าทั้งแบบวัดฉบับยาวและแบบวัดฉบับสั้นมีคุณภาพเหมาะสมในการนำไปใช้วัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น การนำแบบวัดฉบับสั้นไปใช้สามารถลดเวลาการตอบลงได้อย่างน้อย 20 นาที แต่หากสนใจวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามขอบเขตของทุกพฤติกรรมบ่งชี้ ควรเลือกใช้แบบวัดฉบับยาวในการวัด
