การพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดการโค้ชแบบเพื่อนช่วยเพื่อนร่วมกับการเรียนรู้ เชิงประสบการณ์เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
คำสำคัญ:
การพัฒนาหลักสูตร, การโค้ชแบบเพื่อนช่วยเพื่อน, การเรียนรู้เชิงประสบการณ์, ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพบทคัดย่อ
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดการโค้ชแบบเพื่อนช่วยเพื่อนร่วมกับการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) สำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานเพื่อใช้ในการออกแบบหลักสูตร (2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร (3) ทดลองใช้หลักสูตรกับครูกลุ่มตัวอย่าง และ (4) ประเมินผลหลักสูตร กลุ่มตัวอย่างคือครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 จำนวน 30 คน ที่สมัครเข้าร่วมการพัฒนาโดยสมัครใจ (volunteer sampling) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยหลักสูตร คู่มือการใช้หลักสูตร แบบประเมินทักษะการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ และแบบประเมินหลักสูตรตามกรอบการประเมินของเคิร์กแพทริก (Kirkpatrick Model) ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ) และสถิติอนุมานแบบ one-sample t-test เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยหลังการใช้หลักสูตรกับเกณฑ์ร้อยละ 75
ผลการวิจัยพบว่าครูผู้เข้าร่วมยังขาดทักษะการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในบางด้าน โดยเฉพาะด้านการสะท้อนผลการปฏิบัติและการสร้างภาวะผู้นำร่วมหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ 8 ด้าน ได้แก่ ความเป็นมา หลักการ จุดมุ่งหมาย เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ โครงสร้างเวลา สื่อ และการประเมินผล โดยมีกิจกรรม 4 ขั้นตอน คือ การวางแผนร่วมกัน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน การชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง และการสะท้อนคิดและประเมินผล หลังการใช้หลักสูตร ครูมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เท่ากับ 81.33 (S.D. = 6.27) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(29) = 3.42, p < .05) และมีค่าขนาดอิทธิพลระดับปานกลาง (d = 0.62) การประเมินหลักสูตรในด้านปฏิกิริยา การเรียนรู้ พฤติกรรม และผลลัพธ์ โดยรวมอยู่ในระดับ “มากที่สุด” (𝑥̄ = 4.58, S.D. = 0.48) ผลการวิจัยชี้ว่าหลักสูตรดังกล่าวสามารถพัฒนาครูให้มีสมรรถนะด้านการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิผล และสามารถนำไปขยายผลในบริบทสถานศึกษาอื่นได้
เอกสารอ้างอิง
ฉวีวรรณ ท่าไม้สุข. (2015). การโค้ชแบบเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ [วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร].
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (2013). การพัฒนาหลักสูตร: ทฤษฎีสู่การปฏิบัติ. วีพรินท์.
นิสดารก์ เวชยานนท์. (2016). การบริหารทุนมนุษย์เชิงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มมูลค่า (พิมพ์ครั้งที่ 2). เดอะ กราฟิโก ซิสเต็มส์.
พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2003). จิตวิทยาการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ ...). สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิจารณ์ พานิช. (2012). การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง. มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์.
สมนึก หงส์ยิ้ม. (2021). สุขภาวะเชิงพุทธกับการพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ [วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย].
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1. (2566). รายงานประจำปีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 2566. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1.
สำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2015). แนวทางการจัดทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่เน้นสมรรถนะสาขาวิชาชีพ. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
สุธิดา การีมี. (2017, 17 พฤศจิกายน). การใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และทักษะการแก้ปัญหา. สืบค้นเมื่อ 16 ตุลาคม 2018, จาก http://oho.ipst.ac.th/edp-creative-problem-solving1/
อังค์วรา วงษ์รักษา, ปริญญา มีสุข, และ ทิพยวิมล วังแก้วหิรัญ. (2022). ปัจจัยความสำเร็จและผลลัพธ์ในการพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของคุรุสภา. วารสารปัญญาภิวัฒน์, 14(2), 245–258.
John, P., & Son, R. (2009). Learning and development in modern education. Oxford University Press.
Kolb, D. A. (1984). Experiential learning: Experience as the source of learning and development. Prentice-Hall.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และคณาจารย์ท่านอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
