การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมโดยใช้ห้องเรียนกลับด้าน เพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของครูอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
คำสำคัญ:
สมรรถนะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล, รูปแบบฝึกอบรม, ห้องเรียนกลับด้านบทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของครูอาชีวศึกษา 2) เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบการฝึกอบรมโดยใช้ห้องเรียนกลับด้านเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของครูอาชีวศึกษา 3) เพื่อพัฒนาและประเมินหลักสูตรฝึกอบรมโดยใช้ห้องเรียนกลับด้านเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของครูอาชีวศึกษา ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ด้วยกระบวนการศึกษาอย่างมีระบบทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ใช้แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาภาครัฐ กลุ่มทดลองชุดฝึกอบรม 10 คน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ชุดฝึกอบรมจริง: 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด คือ 1) แบบประเมินองค์ประกอบของรูปแบบการนิเทศ 2) แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการนิเทศ 3) แบบประเมินหลักสูตรฝึกอบรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ใช้สถิติพื้นฐาน เช่น ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติอ้างอิงเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพของหลักสูตรฝึกอบรม การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ
ใช้วิเคราะห์เนื้อหาและเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า
- ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 โดยรวมการพัฒนาความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของครูอาชีวศึกษา ประเมินโดยครูผู้สอนมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด
- ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 รูปแบบการฝึกอบรมโดยใช้ห้องเรียนกลับด้านเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของครูอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งรูปแบบการฝึกอบรมฯ ที่พัฒนาขึ้น โดยภาพรวมด้านความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด มีผลการประเมินความเหมาะสมของชุดฝึกอบรมฯ จากผู้เชี่ยวชาญมีค่าดัชนีความสอดคล้องมากกว่า 0.5 ทุกรายกา
- ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 หัวข้อเรื่องในการฝึกอบรมกับวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรมมีความสอดคล้องและมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด และมีความสอดคล้องสูงทุกรายการ มีค่าดัชนี
ความสอดคล้องมากกว่า 0.5 ทุกรายการผลนำไปทดลองใช้จริง (Implementation) พบว่า มีผลสัมฤทธิ์ของคะแนนเฉลี่ยร้อยละ E1/E2=89.44/84.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละด้านปฏิบัติ เท่ากับ87.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ร้อยละ 75 ในภาพรวมว่ามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด การประเมินความคิดเห็นของผู้บริหาร/หัวหน้าแผนกวิชา ที่มีต่อความสามารถในการนำความรู้และทักษะไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนพบว่า ในภาพรวมว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุดและการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนกับครูที่ผ่านการอบรมพบว่า ในภาพรวมว่ามีความพึงพอใจทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด
เอกสารอ้างอิง
จารุวรรณ์ ชนะพันธ์, และ การันต์ กิจระการ. (2562). การพัฒนาแนวทางการนิเทศภายในแบบชี้แนะสะท้อนคิด. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 21(2), 23–34.
บุญชม ศรีสะอาด. (2554). หลักการวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
พิสิฐ เมธีภัทร. (2549). การพัฒนาชุดฝึกอบรมรูปแบบกระบวนการฝึกอบรม. วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์, 14(1), 45–56.
ราชกิจจานุเบกษา. (2551). พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551. กรุงเทพฯ: สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี.
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา. (2562). แนวปฏิบัติการจัดการอาชีวศึกษา. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.
Bergmann, J., & Sams, A. (2012). Flip your classroom: Reach every student in every class every day. Eugene, OR: International Society for Technology in Education.
European Commission. (2017). European framework for the digital competence of educators (DigCompEdu). Luxembourg: Publications Office of the European Union.
Garrison, D. R., & Vaughan, N. D. (2008). Blended learning in higher education: Framework, principles, and guidelines. San Francisco, CA: Jossey-Bass.
McGarr, O., Mifsud, L., & Colomer Rubio, J. C. (2021). The digital competence of educators: The challenges of developing professional digital competence in vocational education and training. European Journal of Education, 56(1), 84–97.
Stufflebeam, D. L., & Coryn, C. L. S. (2014). Evaluation theory, models, and applications (2nd ed.). San Francisco, CA: Jossey-Bass.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และคณาจารย์ท่านอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
