ผลของรูปแบบแรงจูงใจของครูที่มีต่อความสามารถในการควบคุมการเรียนของนักเรียนประถมศึกษาที่เรียนภาษาอังกฤษเป็น
คำสำคัญ:
รูปแบบการสร้างแรงจูงใจของครูผู้สอน, รูปแบบการควบคุม, รูปแบบสนับสนุนให้เรียนรู้ด้วยตนเอง, ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือ 1) เพื่อสังเกตพฤติกรรมรูปแบบการสร้างแรงจูงใจของครูผู้สอนและ 2) เพื่อสังเกตรูปแบบการสอนและการสร้างแรงจูงใจของครูผู้สอนที่ใช้และการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนในห้องเรียน การวิจัยนี้มุ่งเน้นใน 2 รูปแบบการสร้างแรงจูงใจ คือแบบควบคุม และแบบสนับสนุนให้เรียนรู้ด้วยตนเอง กลุ่มตัวอย่างของงานวิจัยนี้คือกลุ่มคุณครูชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 12 คน จากโรงเรียนสาธิต 4 แห่ง การเก็บข้อมูลของงานวิจัยนี้ได้จากแบบสอบถาม โดยใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณ และการสังเกตการณ์ร่วมกับการระลึกข้อมูลย้อนหลัง
แบบ stimulated recall โดย ใช้การวิเคราะห์เชิงคุณภาพในการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) อัตราเป็นเปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่ากลุ่มครูผู้สอนที่ใช้การสร้างแรงจูงใจแบบการสนับสนุนให้เรียนรู้ด้วยตนเอง มีคะแนนอยู่ในระดับสูงกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มครูผู้สอนที่ใช้การสร้างแรงจูงใจแบบควบคุม ซึ่งมีคะแนนอยู่ระหว่าง ร้อยละ 90.00 ถึง
ร้อยละ 53.33 2) จากการสังเกตการณ์ในห้องเรียนพบว่า กลุ่มครูผู้สอนที่ใช้รูปแบบการสร้างแรงจูงใจแบบสนับสนุนให้เรียนรู้ด้วยตนเองในระดับสูงกว่า ทำให้ผู้เรียนมีความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองในห้องเรียน เมื่อเทียบกับครูผู้สอนที่ใช้รูปแบบการสร้างแรงจูงใจแบบสนับสนุนให้เรียนรู้ด้วยตนเองในระดับปานกลางและต่ำกว่า และ 3) การระลึกข้อมูลย้อนหลัง แบบ stimulated recall ให้ข้อมูลในมุมมองเชิงลึกในเชิงคุณภาพ จากข้อคิดเห็นของครูผู้สอนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการสร้างแรงจูงใจ และความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนในห้องเรียน ผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับครูผู้สอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ ให้กับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา
