ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจบ้านจัดสรรที่มีผลต่อผู้บริโภค
คำสำคัญ:
ธุรกิจบ้านจัดสรร, การคุ้มครองผู้บริโภค, การโฆษณาธุรกิจบ้านจัดสรรบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านที่อยู่อาศัย ในกรณีโครงการบ้านจัดสรร เนื่องจากในปัจจุบันการดำเนินธุรกิจบ้านจัดสรรมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปัญหาการก่อสร้างบ้านและละเมิดต่อกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคที่ซื้อบ้านจัดสรรยังคงมี ให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เช่น ปัญหาการก่อสร้างบ้านไม่เป็นไปตามแบบที่ได้โฆษณาไว้ การก่อสร้างไม่เป็น ไปตามกำหนดระยะเวลา ในเรื่องของสาธารณูปโภคภายในหมู่บ้านจัดสรร เป็นต้น ดังนั้นเมื่อผู้บริโภคตัดสินใจที่จะซื้อบ้านจัดสรรสักหลัง อาจจะต้องประสบกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย ซึ่งปัญหาเหล่านั้นแม้จะมีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองผู้บริโภคอยู่หลายฉบับแล้วก็ตาม เช่น พระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2541 เป็นต้น ซึ่งกฎหมายแต่ละฉบับก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือเพื่อ คุ้มครองผู้บริโภค และแม้จะมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันแล้วก็ตาม กฎหมาย เหล่านี้ก็ยังมีช่องว่างที่ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงเป็นเหตุผลของการศึกษาและจัดทำ วิทยานิพนธ์เล่มนี้ จากการศึกษาดังกล่าวพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับผู้บริโภคในการซื้อบ้าน จัดสรร เกิดขึ้นเนื่องจากความไม่สอดคล้องกันของกฎหมายในเรื่องของเนื้อหากฎหมาย สภาพบังคับของ กฎหมาย ตลอดจนหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำกับดูแล ประกอบกับยังมีช่องว่างของกฎหมายที่ ไม่สามารถที่จะบังคับใช้กฎหมายให้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเกิดจากบุคลากรในหน่วยงานของรัฐ ้ประกอบธุรกิจขาดความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค หรือแม้แต่การที่ผู้บริโภคไม่มีความรู้ความเข้าใจใน กฎหมายที่ใช้บังคับเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เองก็ตาม วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงมีข้อเสนอว่า ควรมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ในเรื่องเกี่ยวกับการโฆษณาโดยเห็นควรมี การจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะเรื่องเพื่อทำการควบคุมและตรวจสอบเกี่ยวกับการโฆษณาขายบ้านจัดสรร เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 รวมไปถึงเพิ่มมาตรการการลงโทษแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนโดยการเพิ่ม มาตรการการลงโทษทางอาญาเข้าไปด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจมีความเกรงกลัวต่อกฎหมายมากยิ่งขึ้น และในส่วนของการการควบคุมสัญญามาตรฐาน และการบอกเลิกสัญญา เห็นควรมีการเพิ่มมาตรการ ในการลงโทษหากผู้ประกอบธุรกิจฝ่าฝืนไม่นำสัญญามาตรฐานตามที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง กำหนดไปใช้กับผู้บริโภคจนเป็นเหตุให้ผู้บริโภคได้รับความเสียเปรียบในสัญญานั้น รวมไปถึงเห็นควร มีการแก้ข้อความในรูปแบบของสัญญามาตรฐานโดยเพิ่มข้อความในส่วนของหน้าที่ความรับผิดของ ผู้ประกอบธุรกิจในกรณีที่ไม่สามารถก่อสร้างโครงการได้แล้วเสร็จ รวมไปถึงการกำหนดในเรื่องของ การบอกกล่าวกรณีที่ ผู้บริโภคผิดนัดชำระหนี้โดยระบุข้อความว่า “การบอกกล่าวใด ๆ ตามสัญญานี้ต้อง ทำเป็นหนังสือ และแจ้งไปยังคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งตามที่อยู่ข้างต้น หรือที่อยู่อื่นตามที่คู่สัญญาฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งจะได้แจ้งเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ หากเป็นการแจ้งทางไปรษณีย์ให้ส่งโดยไปรษณีย์ลง ทะเบียนตอบรับและให้ถือว่าคู่สัญญาฝ่ายที่รับแจ้งได้รับแจ้งตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว”
เอกสารอ้างอิง
ภูษณิศา ยุทธศักดิ์, มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย (นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายธุรกิจ, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2553)
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความหรือข้อความคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารฉบับนี้เป็นวรรณกรรมของผู้เขียนโดยเฉพาะ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และกองบรรณาธิการไม่มีส่วนรับผิดชอบหรือไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับข้อคิดเห็นนั้น แต่ประการใด

