การประเมินผลการอบรม “การพัฒนาข้อสอบปรนัยเพื่อประเมินความรู้ทางการแพทย์” ของศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยใช้รูปแบบการประเมินเคิร์กแพทริค (Evaluation of a Workshop “Multiple-Choice Question Item Development for Assessing Medical Knowledge”, by Siriraj Health Science Education Excellence Center Using Kirkpatrick Model)

ผู้แต่ง

  • ภัทรพร นาคนาเกร็ด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • กนกพล ศุภสิริมนตรี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • เชิดศักดิ์ ไอรมณีรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

คำสำคัญ:

การประเมินผลหลักสูตรอบรม, ข้อสอบปรนัย, รูปแบบการประเมินเคิร์กแพทริค

บทคัดย่อ

“การพัฒนาข้อสอบปรนัยเพื่อประเมินความรู้ทางการแพทย์” จัดโดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพศิริราช ระหว่างวันที่ 21-22 มิถุนายน 2564 วัตถุประสงค์การวิจัย คือ ประเมินการอบรมการพัฒนาข้อสอบปรนัยเพื่อประเมินความรู้ทางการแพทย์ โดยใช้รูปแบบเคิร์กแพทริค

วิธีการศึกษา ขอบเขตการวิจัยอิงตามรูปแบบเคิร์กแพทริค 4 ระดับ แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระหว่างอบรม และ 3 เดือนหลังสิ้นสุดอบรม ประชากร คือ ผู้เข้าอบรม จำนวน 36 คน และผู้บังคับบัญชา เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบทดสอบ ประกอบด้วย 1) ระดับ 1 ปฏิกิริยา แบบประเมินความพึงพอใจของผู้อบรม 2) ระดับ 2 การเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนและหลังอบรมเพื่อประเมินความรู้ 3) ระดับ 3 พฤติกรรม แบบสอบถามประเมินทักษะของการพัฒนาข้อสอบปรนัย 4) ระดับ 4 ผลลัพธ์ แบบสอบถามเพื่อประเมินผลหลังสิ้นสุดการอบรม สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test

ผลการศึกษา ระดับ 1 ปฏิกิริยา ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อหัวข้ออบรมและบริหารจัดการ เท่ากับ 4.64, 4.56 ตามลำดับ ระดับ 2 การเรียนรู้ คะแนนความรู้หลังจากอบรมสูงกว่าคะแนนก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 8.50, p < 0.05) ระดับ 3 พฤติกรรม ผู้อบรมนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมไปปฏิบัติบ่อยครั้ง (X̅ = 3.91) และผู้บังคับบัญชาเห็นว่าผู้อบรมนำความรู้ไปปฏิบัติเป็นประจำ (X̅ = 4.51) ระดับ 4 ผลลัพธ์โดยรวม ผู้อบรมและผู้บังคับบัญชาเห็นด้วยว่ามีประโยชน์ต่อสถาบัน ครู และผู้เรียนมาก (X̅ = 4.49, 4.46 ตามลำดับ) จากเกณฑ์ตัดสินพบว่า ผลการประเมินผ่านทุกด้าน

สรุปผลการศึกษา โดยการประเมินแต่ละด้านสะท้อนถึงประสิทธิภาพของการอบรม ในด้านปฏิกิริยาหากการอบรมมีการเตรียมหัวข้ออบรมที่เหมาะสมและมีการบริหารจัดการที่ดี ย่อมจะส่งผลต่อพฤติกรรม การเรียนรู้และปฏิบัติของผู้อบรม ทำให้ส่งผลดีต่อสถาบัน ครู และผู้เรียนด้วย

เอกสารอ้างอิง

Alam, S. S., Abdullah, Z., Ishak, N. A., & Zain, Z. M. (2009). Assessing Knowledge Sharing Behaviour Among Employees in SMEs: An Empirical Study. International Business Research, 2(2): 115-122.

Cohen, J. (1977). Statistical Power Analysis for the Behavioral Sciences. New York: Academic Press.

Iramaneerat, Cherdsak. (2008). Grading (การตัดเกรด). Siriraj Medical Bulletin, 1(2): 107-113.

Iramaneerat, Cherdsak. (2012). Creating a Multiple-Choice Test (การสร้างข้อสอบปรนัย). Siriraj Medical Bulletin, 5(1): 29-36.

Khawloueng, Dusit. (2011). Competency and Effective Training (การฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพและสมรรถนะ). Journal of Education and Social Development, 7(1): 18-32.

Kirkpatrick, D. L. (1994). Evaluating Training Programs: The Four Levels. San Francisco: Berrett-Koehler Publishers.

Panakul, Saksri. (2002). Curriculum Evaluation (การประเมินหลักสูตร) (3rd ed.). Bangkok: Ramkhamhaeng University Press.

Silpcharu, Thanin. (2006). Research and Statistical Analysis with SPSS (การวิจัยและการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วย SPSS) (5th ed.). Bangkok: V. Inter Print.

Smithikrai, Chuchai. (2001). Personnel Training in Organizations (การฝึกอบรมบุคลากรในองค์การ) (3rd ed.). Bangkok: Chulalongkorn University Press.

Wongsarnsri, Payom. (1998). Human Resource Management (การบริหารทรัพยากรมนุษย์) (7th ed.). Bangkok: Suan Dusit Rajabhat Institute.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2023-06-30

ฉบับ

ประเภทบทความ

มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ