ประเทศไทยกับการเข้าเป็นภาคี ICRMW: ศึกษากรณีสิทธิการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน
คำสำคัญ:
อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานโยกย้ายถิ่นและสมาชิกในครอบครัว, สิทธิการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานบทคัดย่อ
แรงงานย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศส่งผลกระทบต่อประเทศที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นประเทศต้นทางประเทศทางผ่านและประเทศปลายทาง ในความเป็นจริงพบว่าแรงงานโยกย้ายถิ่นมักถูกเอาเปรียบจากประเทศจ้างงานอย่างมาก ดังนั้นองค์การระหว่างประเทศจึงจัดทำอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับแรงงาน และเพื่อคุ้มครองแรงงานโยกย้ายถิ่นตามหลักสิทธิมนุษยชน
อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานโยกย้ายถิ่นและสมาชิกในครอบครัว หรือ ICRMW (International Convention on the Protection of the Rights of all Migrant Workers and Members of Their Families) เป็นตราสารที่จัดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ เพื่อรับรองสิทธิแรงงานโยกย้ายถิ่นที่ระบุใน International Bill of Rights (ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง และสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ. 1966) โดยมีเนื้อหาครอบคลุมสาระสำคัญของอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ 2 ฉบับ คือ Migration for Employment Convention (ILO: C-97) และ Migrant Workers (Supplementary Provisions) Convention (ILO: C-143)
การศึกษากรณีสิทธิการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานตามวัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ พบว่าการเข้าถึงสิทธิดังกล่าวได้เพียงใดขึ้นอยู่กับสถานะทางกฎหมายของแรงงานโยกย้ายถิ่นคนนั้น เช่น แรงงานถูกกฎหมายจะมีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงาน ขณะที่แรงงานผิดกฎหมายจะมีสิทธิเพียงเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเท่านั้น เงื่อนไขการจัดตั้งสหภาพแรงงานภายใต้ ICRMW แตกต่างจาก ILO C-87 ที่ไม่คำนึงถึงสถานะทางกฎหมายของแรงงานโยกย้ายถิ่น
การเข้าเป็นภาคี ICRMW มีผลเชิงบวกต่อประเทศไทยเนื่องจากแสดงให้เห็นถึงการรับรองหลักสิทธิมนุษยชนของแรงงานโยกย้ายถิ่น ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้แรงงานโยกย้ายต้องการเป็นแรงงานถูกกฎหมายเพื่อจะมีสิทธิก่อตั้งและดำรงตำแหน่งในสหภาพแรงงานที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยต้องการเข้าเป็นภาคี ICRMW ควรทบทวนกฎเกณฑ์ภายในเกี่ยวกับสิทธิการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานให้สอดรับกับอนุสัญญาฉบับดังกล่าวด้วย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518
เอกสารอ้างอิง
กองบริหารข้อมูลตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน. “กระแสการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ.” ปีที่ 10 ฉบับที่ 9 วารสารตลาดแรงงานภาคกลาง. (2561): 8.
นพนิธิ สุริยะ. “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ.” วารสารนิติศาสตร์. เล่ม 4. ปีที่ 29. (ธันวาคม 2542): 541-542.
พงษ์เทพ สันติกุล. “สิทธิมนุษยชน สิทธิพลเมือง และสิทธิทางสังคม.” วารสารการเมือง การบริหาร และกฎหมาย, ฉบับที่ 1 ปีที่ 11. (2562): 44-46.
Beth Lyon. “The ICRMW and The US: Substantive Overlap, Political Gap,” Cornell Law School research paper18-17. (2017): 280.
Erica Usher. “Essentials of migration management: a guide for policy makers and practitioners, Developing migration policy.” 2 International Organization for Migration (IOM). (2004): 152.
Everett S.Lee, “A Theory of Migrations.” 3 Demography 1. (March 1966): 49.
Isabelle Slinckx. “Migrants’ rights in UN human rights conventions.” Migrantion and Human Rights: The United Nations Convention on Migrant Workers’ Rights. ed. Ryszard Cholewinski, Palu de Guchteneire, and Antoine Pecoud. pp. 132-136. New York: Cambridge University press, 2009.
Patrick Taran. “Globalization, Migration and Labour: Imperatives for a Rights based Policy.” 2 Journal of Globalization Studies. (May 2011): 58-77.
Rysard Cholewinski. “Miigration for Employment.” Issues in International Migration Law, ed. Sir Richard Plender. P.55. Boston: Brill Nijhoff and Hotei, 2015.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2021 วารสารวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความหรือข้อความคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารฉบับนี้เป็นวรรณกรรมของผู้เขียนโดยเฉพาะ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และกองบรรณาธิการไม่มีส่วนรับผิดชอบหรือไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับข้อคิดเห็นนั้น แต่ประการใด

