ศักยภาพและพฤติกรรมการเปิดรับสื่อเพื่อการสื่อสารทุนวัฒนธรรม: การออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจศักยภาพและพฤติกรรมการเปิดรับสื่อเพื่อการสื่อสารทุนวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนจอมทอง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนเพื่อออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมที่สอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว โดยใช้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยใช้แบบสำรวจ (Survey) เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณสำหรับการประเมินความต้องการจำเป็น โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ผ่าน Google Forms จากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนจอมทอง จำนวน 174 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า แม้กลุ่มตัวอย่างจะรับรู้อัตลักษณ์และคุณค่าของทุนวัฒนธรรมในพื้นที่อยู่ในระดับสูง แต่กลับมีความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับทุนวัฒนธรรมเพียงร้อยละ 10.3 ซึ่งสะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างการรับรู้ในระดับผิวเผินกับความเข้าใจเชิงลึก ในด้านการเปิดรับสื่อ ผลการศึกษาชี้ว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านแพลตฟอร์ม TikTok และ Instagram Reels ทว่าวัตถุประสงค์หลักของการใช้งานยังคงเป็นไปเพื่อความบันเทิงมากกว่าการผลิตเนื้อหา ขณะที่ทักษะการผลิตสื่อโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยอุปสรรคสำคัญที่สุดที่พบคือการขาดความรู้และทักษะ (ร้อยละ 45.7) มิใช่การขาดความสนใจ อันสะท้อนให้เห็นว่าข้อจำกัดของกลุ่มเป้าหมายเป็นช่องว่างด้านทักษะและทรัพยากรมากกว่าช่องว่างด้านทัศนคติ จากข้อค้นพบดังกล่าว ผู้วิจัยได้นำผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (Needs Assessment) มาสังเคราะห์เป็นโครงสร้างหลักสูตรฝึกอบรมระยะครึ่งวันในลักษณะโมดูล ประกอบด้วย 3 โมดูล ได้แก่ การสร้างคอนเทนต์วัฒนธรรมและการเล่าเรื่อง แพลตฟอร์มออนไลน์และจริยธรรมการเผยแพร่ และการผลิตสื่ออย่างง่ายด้วยมือถือ พร้อมทั้งกิจกรรมประกวดคลิปวิดีโอภายหลังการอบรมเพื่อต่อยอดการเรียนรู้ งานวิจัยนี้จึงนำเสนอต้นแบบหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบจากฐานความต้องการจำเป็น ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นที่มีบริบททุนวัฒนธรรมใกล้เคียงกันได้ต่อไป
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. ทัศนะและข้อคิดเห็นใดๆ ในวารสารนวัตกรรมสังคมและการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นทัศนะของผู้เขียน กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องด้วยกับทัศนะเหล่านั้นและไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ
2. ความรับผิดชอบด้านเนื้อหาและการตรวจร่างบทความแต่ละบทเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน กรณีมีการฟ้องร้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงฝ่ายเดียว
3. ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียนและมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นได้รับการสงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย การตีพิมพ์ซ้ำต้องได้รับอนุญาตโดยตรงจากผู้เขียนและมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเป็นลายลักษณ์อักษร
เอกสารอ้างอิง
กาญจนา แก้วเทพ. (2557). ศาสตร์แห่งสื่อและวัฒนธรรมศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 3). ภาพพิมพ์.
ธวชินี โรจนาวี และ ธัขทฤต เทียมธรรม. (2568). การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นแบบบูรณาการโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในระดับโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก เรื่อง หอยหอม. วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม, 9(12), 234–250. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/290334
สกุลศรี ศรีสารคาม, เสริมศิริ นิลดำ, นิษฐา หรุ่นเกษม, กันยิกา ชอว์, ชวพร ธรรมนิตยกุล, ภัทรา บุรารักษ์, เสกสรร สายสีสด, ธนภร เจริญธัญสกุล, เจริญเนตร แสงดวงแข, สุดถนอม รอดสว่าง, รดี ธนารักษ์, ธัญญา จันทร์ตรง, อุษณีย์ มากประยูร, จักรภพ พานิช, ภาณุฤทธิ์ สารสมบัติ, วรรณรัตน์ นาทีกานต์, วลักษณ์กมล จ่างกมล, และ นันท์วิสิทธิ์ ตั้งแสงประทีป. (2569). Local Storytelling Lab: สื่อสาร-เล่าเรื่อง-ท้องถิ่น. คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สมพร เกื้อไข่, วิทยาธร ท่อแก้ว, และ ธิติพัฒน์ เอี่ยมนิรันดร. (2565). การสื่อสารเพื่อการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนตะโหมด จังหวัดพัทลุง. วารสารเทคโนโลยีภาคใต้, 15(2), 1–11. https://so04.tci-thaijo.org/index.php/journal_sct/article/view/249684
สมศักดิ์ จัตตุพรพงษ์, ศักดา สถาพรวจนา, และ วิลินดา พงศ์ธราธิก. (2567). การประเมินความต้องการจำเป็นด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา. วารสารวิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (JRIS), 1(5), 12–26. https://doi.org/10.14456/jris.2024.18
สิทธิรักษ์ ศิลป์ประสิทธิ์. (2566). พฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์และผลกระทบต่อนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในกรุงเทพมหานคร [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช]. STOUIR. https://ir.stou.ac.th/handle/123456789/13037
สกุลศรี ศรีสารคาม และ อภิสิทธิ์ ศุภกิจเจริญ. (2567). การพัฒนาทักษะการผลิตสื่อดิจิทัลเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ. วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร, 9(1), 97–115. https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/273214
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม. (2552). ทุนวัฒนธรรมสู่...เศรษฐกิจสร้างสรรค์. วารสารวัฒนธรรมไทย, 48(9), 6–7.
เสาวนีย์ วรรณประภา, สราวุธ อนันตชาติ, และ กัญญารัตน์ หงส์วรนันท์. (2565). การพัฒนาแนวทางสื่อสารแบรนด์เชิงวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวเชิงมรดกวัฒนธรรมในจังหวัดจันทบุรี. วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร, 5(4), 153–164. https://doi.org/10.14456/issc.2022.34
อาคม วงค์ทองเกื้อ, จุฬาพร ศรีรังสรรค์, และกาญจนา บุญส่ง. (2566). การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เรื่อง การแสดงเรือถ่อของโรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษก จังหวัดชุมพร. วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์, 8(3), 259–270.
Bourdieu, P. (1986). The forms of capital. In J. Richardson (Ed.), Handbook of theory and research for the sociology of education (pp. 241–258). Greenwood Press.
Campbell, J. (1949). The hero with a thousand faces. Pantheon Books.
Chaisriya, K., Kaeophanuek, S., & Gilbert, L. (2023). The effects of integrating digital storytelling with metacognition strategies (DSTMC) learning model to enhance communication abilities. Contemporary Educational Technology, 15(2), ep416. https://doi.org/10.30935/cedtech/12925
DataReportal. (2024). Digital 2024: Thailand. https://datareportal.com/reports/digital-2024-thailand
Getenet, S., Cantle, R., Redmond, P., & Albion, P. (2024). Students' digital technology attitude, literacy and self-efficacy and their effect on online learning engagement. International Journal of Educational Technology in Higher Education, 21, 3. https://doi.org/10.1186/s41239-023-00437-y
Jenkins, H. (2009). Confronting the challenges of participatory culture: Media education for the 21st century. The MIT Press.
Katz, E., Blumler, J. G., & Gurevitch, M. (1973). Uses and gratifications research. The Public Opinion Quarterly, 37(4), 509–523. https://doi.org/10.1086/268109
Lambert, J. (2013). Digital storytelling: Capturing lives, creating community (4th ed.). Routledge.
Liu, N., Sun, X., Hong, S., & Zhang, B. (2022). Reproduction, cultural symbolism, and online relationship: Constructing city spatial imagery on TikTok. Frontiers in Psychology, 13, Article 1080090. https://doi.org/10.3389/fpsyg.2022.1080090
McQuail, D. (2010). McQuail's mass communication theory (6th ed.). SAGE Publications.
Miller, D. (2017). Building a StoryBrand: Clarify your message so customers will listen. HarperCollins Leadership.
Qian, J. (2026). The impact of short-form video platforms on youth's cultural identity and social interaction: A case study of TikTok. Academic Journal of Management and Social Sciences, 15(1), 113–118. https://doi.org/10.54097/tj7a4050
Robin, B. R. (2008). Digital storytelling: A powerful technology tool for the 21st century classroom. Theory Into Practice, 47(3), 220–228. https://doi.org/10.1080/00405840802153916
Taba, H. (1962). Curriculum development: Theory and practice. Harcourt, Brace & World.
Throsby, D. (2001). Economics and culture. Cambridge University Press.
Toffler, A. (1980). The third wave. William Morrow.
Tyler, R. W. (1949). Basic principles of curriculum and instruction. University of Chicago Press. UNICEF Thailand. (n.d.). The art of digital storytelling for young people. https://www.unicef.org/thailand/stories/art-digital-storytelling-young-people
Witkin, B. R., & Altschuld, J. W. (1995). Planning and conducting needs assessments: A practical guide. Sage.
Zhou, M., Wang, X., Wang, Y., & Li, S. (2025). Are graduates digitally unprepared?—A digital technology gap analysis from alumni and employer's perspectives. Journal of Computer Assisted Learning, e70046. https://doi.org/10.1111/jcal.70046