โมเดลการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อย ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1
2) ศึกษาการทำเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวต้นแบบ 3) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อย 4) วิเคราะห์ สังเคราะห์ พัฒนาและประเมินโมเดลการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1
การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสมวิธี ศึกษากับประชากร 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) นักส่งเสริมการเกษตรในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 คัดเลือกตัวแทนโดยเจาะจง จำนวน 12 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา 2) เกษตรกรผู้ปลูกข้าวต้นแบบในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 คัดเลือกตัวแทนโดยเจาะจง จำนวน 8 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา 3) เกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวไม่เกิน 15 ไร่ ปีการผลิต 2565/66 จำนวน 524,073 คน กำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้สูตรทาโร ยามาเน ระดับความคลาดเคลื่อนที่ 0.05 ได้กลุ่มตัวอย่าง 400 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติอนุมานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ 4) ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และพัฒนาโมเดล เลือกผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเจาะจง กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย (1) นักส่งเสริมการเกษตรในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 คัดเลือกตัวแทนแบบเจาะจง จำนวน 12 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (2) เกษตรกรผู้ปลูกข้าวต้นแบบในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 คัดเลือกตัวแทนแบบเจาะจง จำนวน 8 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และ (3) ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนจากสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานรัฐ จำนวน 4 คน รวมจำนวน 24 คน โดยกลุ่มเป้าหมาย (1) และ (2) เป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกันกับกลุ่มที่ 1) และ กลุ่มที่ 2) ดำเนินการเก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 การประเมินและปรับปรุงโมเดล โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างใหม่จำนวน 26 คน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน 6 คน นักส่งเสริมการเกษตร 16 คน และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อย 4 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินความคิดเห็นที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งประกอบด้วยการประเมิน 3 ด้าน ได้แก่ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา
ผลการวิจัยพบว่า 1) การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบเกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ และเกษตรผสมผสาน 2) เกษตรกรผู้ปลูกข้าวต้นแบบมีการปลูกข้าวร่วมกับกิจกรรมอื่นๆ เน้นผลิตเพื่อบริโภคอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง พึ่งพาตนเองเป็นหลัก ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง มีการนำเทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่การเกษตร ขยายช่องทางการตลาดโดยใช้สื่อออนไลน์และเครือข่ายชุมชน เป็นผู้นำและมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน 3) ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ ตำแหน่งทางสังคม ความรู้เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน และแหล่งความรู้เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน โดยเป็นปัจจัยหลักที่เพิ่มความต้องการการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ส่วนปัญหาการปลูกข้าวรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน มีผลต่อความต้องการการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยเป็นปัจจัยที่ลดความต้องการการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน 4) โมเดลการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรรายย่อยในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 มี 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) ปัจจัยนำเข้า ได้แก่ ข้อมูลพื้นฐานเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อย องค์ความรู้เรื่องเกษตรกรรมยั่งยืน การปลูกข้าวและการพึ่งพาตนเอง (2) กระบวนการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เน้นองค์ความรู้เกี่ยวกับเกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ และเกษตรอินทรีย์ โดยใช้สื่อภาพและเสียง ได้แก่ การสาธิต นิทรรศการ วิดิทัศน์ หรือสื่อดิจิทัล การเยี่ยมเยียนที่ไร่นา หรือที่บ้าน และการใช้แปลงต้นแบบ (3) ปัจจัยหนุน ได้แก่ นโยบายการส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ และมีกลไกทางการตลาดที่เกื้อกูลกันระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่เป็นธรรม (4) การปลูกข้าวรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืนด้วยการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อย เน้นหลักการ การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการพึ่งพาตนเองใน 5 มิติ และยึดหลักเกษตรกรรมยั่งยืนที่สอดคล้องกับบริบท (5) ผลการเปลี่ยนแปลง มีเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน การพึ่งพาปัจจัยภายนอกลดลง ดินอุดมสมบูรณ์ มีศักยภาพในการทำกิจกรรมทางการเกษตรมากขึ้น และผลการประเมินโมเดลด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน
Downloads
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความ ข้อความ ภาพประกอบ ตารางประกอบ ที่ตีพิมพ์ในวารสารเป็นความคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชแต่อย่างใด
บทความที่เสนอพิจารณาในวารสาร e-JODIL ต้องเป็นบทความที่ไม่เคยส่งไปลงพิมพ์ เผยแพร่ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น
กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาและตัดสินการตีพิมพ์บทความในวารสาร
เอกสารอ้างอิง
Altieri, M. A., & Nicholls, C. I. (2020). Agroecology and the Emergence of a Post COVID-19 Agriculture. Agriculture and Human Values, 37, 525–526. Retrieved June 8, 2023, from https://rdcu.be/egATX
Berlo, D. K. (1960). The Process of Communication: An Introduction to Theory and Practice. New York: Holt, Rinehart and Winston.
Boriboon, N. (2020). Factors Influencing Integrated Farming Decisions in Kabin Buri, Prachinburi. Retrieved March 1, 2023, from https://ir.stou.ac.th/bitstream/123456789/12957/1/Fulltext.pdf
Department of Agricultural Extension. (2017). 20-Year Agricultural Extension Strategic Plan (2017–2036) and 5-Year Action Plan (2017–2021). Bangkok: Ministry of Agriculture and Cooperatives.
Department of Agricultural Extension. (2023). Performance Report on the Improvement and Verification of Major Economic Crop Data (by Plot Location). Retrieved June 2, 2023, from https://farmer.doae.go.th/farmer/report_all/
Emerson, R. W. (1841). Self-Reliance. Emerson Central. Retrieved June 1, 2023, from https://emersoncentral.com/ebook/Self-Reliance.pdf
Jun-iad, J., Nilvises, P., Keowarn, B., & Yotakhong, S. (2014). The Extension for Self-Reliance of Para Rubber Farmers in 3 Southern Border Provinces. Princess of Naradhiwas University Journal, 6(2), 146–155.
Jirakiattikul, S., Jiaramat, A., & Yotwilai, N. (2018). Designing a Foresight of Community Economic Development in Khlong Hae Sub-district, Hat-Yai District, Songkhla. Burapha Journal of Humanities and Social Sciences, 26(52), 119–136. Retrieved March 1, 2023, from https://so06.tci-thaijo.org/index.php/husojournal/article/view/146082
Leeuwis, C., & Aarts, N. (2011). Rethinking Communication in Innovation Processes: Creating Space for Change in Complex Systems. The Journal of Agricultural Education and Extension, 17(1), 21–36. https://doi.org/10.1080/1389224X.2011.536344
Nair, P. K. R. (1993). An Introduction to Agroforestry. Retrieved March 1, 2023, from https://books.google.co.th/books?id=CkVSeRpmIx8C&printsec=frontcover&hl=th&source=gbs_ge_summary_r&cad=0#v=onepage&q&f=false
Office of Agricultural Economics. (2024). Agricultural Production Data. Retrieved June 2, 2023, from https://www.oae.go.th/assets/portals/1/fileups/prcaidata/files/type%20rice%205%2066.pdf
Pretty, J. (2008). Agricultural Sustainability: Concepts, Principles and Evidence. Philosophical Transactions of the Royal Society B: Biological Sciences, 363(1491), 447–465. https://doi.org/10.1098/rstb.2007.2163
Pretty, J., Toulmin, C., & Williams, S. (2011). Sustainable intensification in African agriculture. International Journal of Agricultural Sustainability, 9(1), 5–24. https://doi.org/10.3763/ijas.2010.0583
Putnam, R. D. (2000). Bowling Alone: The Collapse and Revival of American Community. New York: Simon & Schuster.
Rogers, E. M. (2003). Diffusion of Innovations (5th ed.). New York: Free Press.
Salathong, P. (2019). Farmers Development Model of Self-Reliance in Chachoengsao Province. Journal of the Research Association, 24(3), 74–90.
Schumacher, E. F. (1973). Small is Beautiful: Economics as if People Mattered. New York: Harper & Row.
Sen, A. (1999). Development as Freedom. Retrieved May 6, 2023, from https://archive.org/details/amartya-kumar-sen-development-as-freedom-alfred-a.-knopf-inc.-2000/page/n10/mode/1up
Yamane, T. (1973). Statistics: An Introductory Analysis (3rd ed.). New York: Harper & Row.