ปัญหาสถานะของหลักการห้ามผลักดันกลับและการใช้นอกอาณาเขตแห่งรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศ

Main Article Content

ธัญญกาญจน์ แดงสุภา

บทคัดย่อ

วิทยานิพนธ์เรื่อง “ปัญหาสถานะของหลักการห้ามผลักดันกลับและการใช้ นอกอาณาเขตแห่งรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศ” มุ่งศึกษาที่มาของหลักการ ห้ามผลักดันกลับที่ปรากฏในกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยผู้ลี้ภัยและกฎหมาย สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และศึกษาเนื้อหาสาระของหลักการห้ามผลักดันกลับ ในทั้งสองบริบทกฎหมายดังกล่าว รวมถึงวิเคราะห์ปัญหาที่เกี่ยวกับสถานะและการใช้หลักการห้ามผลักดันกลับ กล่าวคือ ปัญหาความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างของหลักการห้ามผลักดันกลับและการใช้หลักการห้ามผลักดันกลับนอกอาณาเขตแห่งรัฐ
จากการศึกษาพบว่า หลักการห้ามผลักดันกลับปรากฏตัวในฐานะหลักการพื้นฐานที่เป็นหัวใจสำคัญในการให้ความคุ้มครองปัจเจกชนทั้งในสนธิสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยและสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นสนธิสัญญาหลักทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากลจำนวนหลายฉบับ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสถานะของผู้ลี้ภัย อนุสัญญาต่อต้าน การทรมานฯ กติการะหว่างประเทศว่าสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อนุสัญญา ว่าด้วยสิทธิเด็ก และอนุสัญญายุโรปว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนฯ เป็นต้น ซึ่งกำหนดหน้าที่ประการสำคัญแก่รัฐในการคุ้มครองบุคคลจากการถูกผลักดันกลับ กล่าวคือการห้ามไม่ให้มีการขับไล่ เนรเทศ ส่งกลับ ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน หรือกระทำในลักษะอื่น เช่น การปฏิเสธ ณ ชายแดน การสกัดเรือผู้อพยพ ไปยังพื้นที่อันส่งผลให้ปัจเจกชนต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะตกอยู่ภายใต้ภยันตรายซึ่งต้องห้ามตามอนุสัญญาที่กำหนดการห้ามผลักดันกลับไว้ เช่น การประหัตประหาร การทรมาน หรือประติบัติ อันเลวร้ายอื่น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมโดยวิธีการส่งตัวไปยังรัฐที่สาม
อย่างไรก็ดี แม้การปรากฏตัวของหลักการห้ามผลักดันกลับในสนธิสัญญาสำคัญจำนวนมากจะถือได้ว่าเป็นการสะท้อนถึงหรือเป็นหลักฐาน ที่สามารถใช้ในการพิสูจน์ทางปฏิบัติของรัฐ (state practice) และรัฐต่างเชื่อมั่นว่าหลักการห้ามผลักดันกลับเป็นกฎหมายซึ่งสะท้อนผ่านทางข้อมติขององค์การระหว่างประเทศ ที่ประกอบด้วยรัฐสมาชิกจำนวนมากในสังคมระหว่างประเทศ ครบองค์ประกอบการเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ แต่ยังมีปัญหาความไม่ชัดเจนว่าหลักการห้ามผลักดันกลับมีสถานะเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศหรือไม่ โดยปรากฏข้อถกเถียงว่าหลักการห้ามผลักดันกลับยังขาดองค์ประกอบสำคัญที่จะก่อตัวเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศ คือ ทางปฏิบัติทั่วไปของรัฐ เพราะมีบางรัฐยังคงกระทำการละเมิดข้อห้ามผลักดันกลับอยู่ เช่น เหตุการณ์ Croatia – Bosnia-Hercegovina 1992 และ FYR Macedonia – Kosovo 1999 ทั้งนี้ เมื่อศึกษาแล้วพบว่า แม้จะมีบางรัฐยังกระทำการขัดหรือแย้งกับหลักการอยู่ แต่การกระทำละเมิดดังกล่าวไม่สงผลเป็นการทำลายคุณค่าความเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศของหลักการห้ามผลักดันกลับเพราะในการกระทำละเมิดดังกล่าว รัฐยกเรื่องความมั่นคงภายในรัฐขึ้นกล่าวอ้างเป็นความด้วยกฎหมายที่ตนจะกระทำการผลักดันกลับ การกล่าวอ้างข้อยกเว้นสะท้อนให้เห็นการ เน้นย้ำว่ารัฐเชื่อว่าตนมีความผูกพันตามกฎหมาย ที่จะต้องปฏิบัติตามหลักการ ห้ามผลักดันกลับ แต่ด้วยความจำเป็นบางประการจึงทำให้รัฐกระทำเช่นนั้นไม่ได้ จึงเป็นกรณีที่แม้จะมีทางปฏิบัติของรัฐที่ผิดแผกไปซึ่งเป็นการละเมิดกฎเกณฑ์ทางกฎหมาย ที่มีอยู่ การกระทำละเมิดนั้นไม่มีผลเป็นการทำลายทางปฏิบัติของรัฐแต่กลับส่งผลเป็นการยืนยันกฎเกณฑ์ทางกฎหมาย นอกจากนี้ หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่รัฐละเมิดหลักการห้ามผลักดักลับ รัฐต่างๆ ในประชาคมระหว่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศได้ออกมาต่อต้านและประณามว่าเป็นการกระทำที่ขัดกับกฎหมาย การประณามหรือ การต่อต้านคัดค้านจากรัฐอื่นทำให้การกระทำที่ไม่สอดคล้องไม่มีผลเป็นการทำลายคุณค่าความเป็นกฎหายจารีตประเพณีระหว่างประเทศของหลักการที่ถูกละเมิดนั้นได้ เพราะรัฐอื่นในสังคมระหว่างประเทศได้แสดงให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วหลักการห้ามผลักดันกลับเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญในกฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐทุกรัฐจะต้องปฏิบัติตาม ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าหลักการห้ามผลักดันกลับได้รับการยอมรับว่าเป็นกฎหมายจารีตประเพณีที่รัฐทุกรัฐต้องปฏิบัติตาม
ทั้งนี้ แม้หลักการห้ามผลักดันกลับจะมีสถานะเป็นกฎหมายจารีตประเพณี ระหว่างประเทศ แต่ก็เป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศเฉพาะการห้ามผลักดันกลับที่รัฐกระทำภายในดินแดนของรัฐ (within territory) จนถึง ณ บริเวณชายแดนของรัฐ (การปฏิเสธ ณ บริเวณชายแดน) แต่การผลักดันกลับที่รัฐกระทำนอกดินแดนของรัฐ เช่น การสกัดเรือนอกทะเลอาณาเขต ยังไม่ชัดเจนว่าหลักการห้ามผลักดันกลับจะมีผลผูกพันรัฐสำหรับการผลักดันกลับนอกอาณาเขตแห่งรัฐ (extraterritorial application) ด้วยหรือไม่ จากการศึกษาพบว่าหลักการห้ามผลักดันกลับมีผลใช้บังคับไม่จำกัดเพียงเฉพาะในดินแดนของรัฐเท่านั้น แต่มีผลผูกพันรัฐในพื้นที่ใดก็ตามที่การกระทำของรัฐกับปัจเจกชนที่ถูกผลักดันกลับมีความสัมพันธ์ในทางข้อเท็จจริง ในลักษณะที่รัฐใช้อำนาจควบคุมทางข้อเท็จจริงเหนือปัจเจกชนนั้นทำให้เขตอำนาจรัฐในบริบทกฎหมายสิทธิมนุษยชน ก่อตัวขึ้น ทำให้รัฐเกิดหน้าที่ในการให้ความคุ้มครองบุคคลที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจรัฐ ของตนรวมถึงการให้ความคุ้มครองตามหลักการห้ามผลักดันกลับด้วย และหากการผลักดันกลับนั้นเป็นสาเหตุในการทำให้บุคคลบนเรือต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะตกอยู่ภายใต้ภยันตรายที่กฎหมายมุ่งหมายจะให้ความคุ้มครอง และรัฐนั้นมีอำนาจอย่างแท้จริงในการให้ความคุ้มครองบุคคลจากภยันตรายนั้นได้ โดยการไม่บังคับส่งกลับแต่รัฐกลับไม่ให้ความคุ้มครอง อาจทำให้รัฐเกิดความรับผิดชอบตามกฎหมาย
ระหว่างประเทศได้ ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าขอบเขตเชิงพื้นที่ของการใช้หลักการ ห้ามผลักดันกลับนั้น ไม่จำกัดเฉพาะในดินแดนของรัฐเท่านั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำของรัฐว่ารัฐได้ใช้อำนาจควบคุมอย่างมีประสิทธิผลเหนือบุคคลผู้ถูกผลักดันกลับหรือไม่

Article Details

ประเภทบทความ
Articles

เอกสารอ้างอิง

BOOK
James C. Hathaway. The rights of refugees under international law. Oxford: Oxford University Press,2005.
ARTICLE
A. Orakhelashvili. “Restrictive Interpretation of Human Rights Treaties in the Recent Jurisprudence of the European Court of Human Rights.” EJIL, (2003).
OTHER MATERIAL
UNHCR Advisory Opinion on the Extraterritorial Application of Non-Refoulement Obligations under the 1951 Convention relating to the Status of Refugees and its 1967 Protocol, December, 2016, from http://www.refworld.org/docid/45f17a1a4.html