มาตรการทางกฎหมายเกียวกับการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิส์ : ศึกษากรณีการจัดการซากโทรทัศน์
คำสำคัญ:
ซากโทรทัศน์, ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, ขยะอิเล็กทรอนิกส์,หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิตบทคัดย่อ
ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายและกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของมนุษย์ โดยเฉพาะโทรทัศน์ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำให้เราสามารถรับทราบข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ได้ส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิตที่หลากหลาย เกิดวิวัฒนาการและนวัตกรรมโทรทัศน์รุ่นใหม่ออกสู่ท้องตลาด มีการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ราคาสินค้าลดต่ำลง และอายุผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มสั้นลงด้วย พร้อมกับ
การพัฒนาเทคโนโลยีการออกอากาศที่เปลี่ยนจากระบบอนาล็อกเป็นระบบดิจิตอล ส่งผลให้โทรทัศน์รุ่นเก่า ล้าสมัย และเมื่อไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคหรือไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป เกิดเป็นซากโทรทัศน์ในที่สุด ซึ่งซากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เราเรียกว่า
“ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์” (Waste from Electrical and Electronic Equipment : WEEE) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” (Electronic Waste) นั่นเอง
เนื่องจากซากโทรทัศน์ และซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่นๆ นั้นมีส่วนประกอบที่เป็นโลหะหนักและมีสารเคมีที่เป็นอันตราย จึงถือเป็นของเสียอันตรายประเภทหนึ่ง ซึ่งต้องใช้มาตรการในการจัดการที่แตกต่างไปจากขยะทั่วไป แต่ปัจจุบัน พบว่าผู้บริโภคทิ้งซากผลิตภัณฑ์ฯเหล่านี้ ให้ซาเล้ง หรือร้านขายของเก่า ที่มีอาชีพเก็บรวบรวมและคัดแยกขยะ ซึ่งมักมีการจัดการอย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและไม่ปลอดภัย ทำให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของผู้ดำเนินการและประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
จากการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน พบว่า ประเทศไทยยังไม่มีระบบ
การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ครบวงจรและมีประสิทธิภาพ ที่สามารถกำกับและควบคุมได้ตลอดทั้งวงจรวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การผลิต การจำหน่าย การบริโภค การเก็บรวบรวม การนำไปกำจัด ตลอดถึงการนำกลับไปใช้ใหม่ เมื่อศึกษากฎหมายเกี่ยวกับมาตรการการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของต่างประเทศ ได้แก่ กฎหมายของกลุ่มสหภาพยุโรป เยอรมนี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และไต้หวัน แล้วเห็นว่า ประเทศดังกล่าวล้วนนำแนวคิด “หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต”(Extended Producer Responsibility : EPR) มาปรับใช้ โดยการออกกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้บริโภค มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบด้านการเงินและการดำเนินการสร้างระบบการจัดการตั้งแต่ต้นทาง ไปจนถึงปลายทาง โดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยในการนำมาปรับใช้ในการออกกฎหมายเพื่อเป็นการสร้างระบบการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะต่อไป
เอกสารอ้างอิง
อำนาจ วงศ์บัณฑิต. กฎหมายสิ่งแวดล้อม. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2557.
สุจิตรา วาสนาดำรงดี และปเนต มโนมัยวิบูลย์. “แนวคิดในการจัดทำร่างกฎหมายจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์.” เอกสารประกอบการเสวนาวิชาการ เรื่อง “ขยะอิเล็กทรอนิกส์: จัดการอย่างไรให้ปลอดภัย?.” จัดโดยสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร, 2558.
สื่ออิเล็กทรอนิกส์
ฐานเศรษฐกิจ. “กฎหมายขยะอิเล็กทรอนิกส์ กลไกใหม่บังคับผู้ผลิตซื้อคืนซากผลิตภัณฑ์.” http;//www.thansettakij.com/content/269126, 19 มีนาคม 2561.
สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. “รายงานสรุปสำหรับผู้บริหาร โครงการยกร่างกฎหมายการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจากชุมชน.” https://www.chula.ac.th/th/archive/11234, 8 สิงหาคม 2560.
สถาบันสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. รายงานหลัก โครงการยกร่างกฎหมายการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย (เล่มที่ 1/4).กรุงเทพมหานคร:สำนักจัดการของเสียและสารอันตราย, 2557.
สุจิตรา วาสนาดำรงดี. “ร่างพ.ร.บ. การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับปรับปรุงแก้ไข): ความหวังหรือความสิ้นหวัง?.” https://thaipublica.org/2015/11/sujittra-e-waste/, 5 สิงหาคม 2560.
LciThaiNational. “การประเมินวัฏจักรชีวิต.” https://www.thailcidatabase.net/index.php/history-life-cycle-assessment-Ica,30 พฤษภาคม 2560.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความหรือข้อความคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารบัณฑิตศึกษานิติศาสตร์เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยเฉพาะ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย