มาตรการทางกฎหมายในการอนุรักษ์โลมาสีชมพู

ผู้แต่ง

  • สิทธิพงศ์ ชัยรุ่งโรจน์ปัญญา คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์

บทคัดย่อ

ในปัจจุบันโลมาสีชมพูกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้โลมาสีชมพู
มีจำนวนลดลงนั้น ประกอบด้วยสาเหตุหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุจากการทำประมง ธุรกิจท่องเที่ยว
และมลพิษในทะเล อุบัติเหตุทางทะเล ซึ่งส่งผลกระทบที่ตามมาเป็นอย่างมาก

                           

                            บทความวิจัยเรื่องนี้ศึกษาเรื่อง “มาตรการทางกฎหมายในการอนุรักษ์โลมาสีชมพู” เพื่อศึกษาถึงแนวทาง
การนำกฎหมายของต่างประเทศมาปรับใช้เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการอนุรักษ์โลมาสีชมพูให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยใช้วิธีการศึกษาจากรวบรวมข้อมูลทางเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น ตำรา งานวิจัย บทความ
เอกสารประกอบการประชุมสัมมนา วิทยานิพนธ์ และ แหล่งสืบค้นข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์หามาตรการที่เหมาะสม และนำไปปรับใช้ในการอนุรักษ์โลมาสีชมพูอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยได้มีการศึกษาเปรียบเทียบจากกฎหมายของประเทศต่างๆ เช่น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีการจำแนกประเภทของสัตว์ป่าต่างๆ โดยจำแนกเป็นสัตว์ป่าสูญพันธุ์ ใกล้สูญพันธ์ และอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และประเทศมาเลเซียซึ่งได้มีการกำหนดโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดจำแนกแยกย่อยเป็นประเภทต่างๆ ซึ่งรวมถึงการกำหนดโทษสำหรับการล่าหรือพยายามล่าสัตว์เพศเมีย สัตว์ที่ยังโตไม่เต็มวัย ให้ได้รับโทษที่สูงขึ้นด้วย
ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้กำหนดมาตรการเฉพาะและกำหนดโทษดังเช่น กรณีการล่องเรือชมวาฬ ซึ่งหากได้นำมาเทียงเคียงปรับใช้กับโลมาสีชมพูจะยิ่งส่งผลให้การอนุรักษ์ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ประเทศสิงค์โปร์ซึ่งได้มีกฎหมาย
กำนดห้ามมิให้เรือไม่ว่าของชาติใดๆ ปล่อยทิ้งน้ำมันหรือสารผสมของน้ำมันลงในทุกภาคส่วนของทะเล
พร้อมทั้งอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ซึ่งได้กำหนดให้รัฐร่วมมือกันโดยมุ่งอนุรักษ์สัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนมดังเช่น โลมาสีชมพู

                     จากการศึกษาพบว่า กฎหมายของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องในการอนุรักษ์โลมาสีชมพู เช่น กฎหมาย
ที่ใช้บังคับในการคุ้มครองและอนุรักษ์โลมาสีชมพู เช่น พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
ในฐานะที่โลมาสีชมพูเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง นั้น ในทางกฎหมายยังมีข้อบกพร่องอยู่บางประการเช่นว่าหลักเกณฑ์
การจำแนกประเภทของสัตว์ต่างๆ ที่ถูกกำหนดให้เป็นสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง สัตว์ป่าควบคุม สัตว์ป่าอันตราย
ซึ่งจะมีผลทำให้ได้รับความคุ้มครองจากการควบคุมการล่า การเพาะพันธุ์ การครอบครอง การค้าสัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าและการนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่าน มีเพียงแค่สี่ประเภทเท่านั้น
ซึ่งยังถือว่ายังไม่เพียงพอ ประกอบกับประเทศไทยยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายที่บัญญัติใช้เพื่อควบคุมกิจกรรม
การท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับโลมาสีชมพูโดยตรงแต่อย่างใด คงมีเพียงแต่แนวทางปฏิบัติเท่านั้นซึ่งมีผลทำให้ไม่มี
สภาพบังคับที่จะมีผลในการอนุรักษ์โลมาสีชมพูอย่างแท้จริง รวมทั้งมาตรการในการป้องกันและควบคุม
มิให้สภาพแวดล้อมในระบบนิเวศน์ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของโลมาสีชมพูก็ยังไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน
ได้อย่างเพียงพอ ดังเช่นที่พบเห็นข่าวการเสียชีวิตของโลมาสีชมพูอันเนื่องมากจากขยะมลพิษต่างๆ อยู่เรื่อยๆ
โดยโลมาสีชมพูนั้น เป็นสัตว์ที่มีการเคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากได้มีการออกกฎหมายและความร่วมมือกัน
ในระหว่างประเทศต่างๆ เช่น ในกรณีของพื้นที่อยู่อาศัยของโลมา ตลอดจนมาตรการในด้านการประมง และด้านอื่นๆ ก็จะยิ่งส่งผลให้การอนุรักษ์โลมาสีชมพูเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ประกอบกับในปัจจุบันการดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวล่องเรือชมโลมาสีชมพูกำลังเป็นที่นิยมและแพร่หลายเป็นอย่างมากเช่นที่ อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งหากไม่มีการบัญญัติกฎหมายที่ครอบคลุมไว้อย่างชัดเจนเพื่อนำมาใช้ในแก้ไขกรณีดังกล่าว นั้น อาจมีผลทำให้โลมาสีชมพูมีจำนวนลดน้อยลงหรืออาจถึงขนาดสูญพันธุ์ได้เลย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และด้านต่างๆ ตามมาอีกมาก ซึ่งจากการศึกษา พบว่า หากได้มีการนำมาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศ
ตลอดจนกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง มาปรับใช้จะยิ่งส่งผลให้การอนุรักษ์มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

 

คำสำคัญ

                     อนุรักษ์,ประสิทธิภาพ,โลมาสีชมพู

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2021-03-30

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความ