หนี้ในการให้ความร่วมมือในการชำระหนี้
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งศึกษาถึงปัญหาการไม่ปรากฏหลักกฎหมายในเรื่องหนี้ในการให้ความร่วมมือในการชำระหนี้ที่ชัดเจนในระบบกฎหมายไทย ซึ่งทำให้คู่สัญญาฝ่ายที่ไม่ได้รับความร่วมมือไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและบอกเลิกสัญญาอีกทั้งไม่สามารถฟ้องบังคับชำระหนี้จากคู่สัญญาที่ไม่ให้ความร่วมมือได้ โดยแม้ระบบกฎหมายไทยจะมีหลักกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นร่องรอยของหลักการดังกล่าวกระจัดกระจายอยู่ตามบทบัญญัติต่าง ๆ เช่น หลักสุจริต เจ้าหนี้ผิดนัด เป็นต้น แต่หลักกฎหมายดังกล่าวมีความไม่ชัดเจนและการปรับใช้หลักกฎหมายดังกล่าวอาจไม่สามารถเยียวยาคู่สัญญาที่เสียหายจากการไม่ได้รับความร่วมมือจากคู่สัญญาอีกฝ่ายได้เสมอไป
จากการศึกษากฎหมายไทยเปรียบเทียบกับระบบกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ ระบบกฎหมายเยอรมันและกฎหมายต้นแบบ (model law) หลายฉบับ เช่น Draft Common Frame of Reference (DCFR) ฯลฯ พบว่า ระบบกฎหมายต่างประเทศมีหลักในเรื่องหนี้และหน้าที่ในการให้ความร่วมมืออย่างชัดเจนและเป็นระบบ โดยระบบกฎหมายเยอรมันมีหลักเรื่องหน้าที่ในการให้ความร่วมมือ (duty to co-operate) ซึ่งเป็นหน้าที่ข้างเคียงในการชำระหนี้อย่างหนึ่ง โดยผู้ฝ่าฝืนหน้าที่นี้อาจต้องรับผิดในค่าเสียหายและคู่สัญญาอีกฝ่ายอาจบอกเลิกสัญญาได้ ส่วน DCFR ก็มีบทบัญญัติในเรื่องหนี้ในการให้ความร่วมมือ (obligation to co-operate) โดยการไม่ชำระหนี้ดังกล่าวมีผลตามที่ DCFR ได้กำหนดไว้ เช่น การถูกบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจง การชดใช้ค่าเสียหายและคู่สัญญาที่ไม่ได้รับความร่วมมืออาจบอกเลิกสัญญาได้ เป็นต้น ทั้งนี้ แม้หลักการดังกล่าวในระบบกฎหมายต่างประเทศมีรากฐานที่มาจากการตีความหลักสุจริต แต่เป็นหลักดังกล่าวมีเนื้อหาสาระพอสมควรซึ่งสามารถแยกเป็นเอกเทศได้ต่างหากจากหลักสุจริต ดังนั้น ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยหนี้ในการให้ความร่วมมือเพื่อให้ระบบกฎหมายไทยมีหลักในเรื่องหนี้ในการให้ความร่วมมือที่ชัดเจนและเป็นระบบแยกเป็นมูลหนี้ต่างหากออกจากหนี้หลักของสัญญา เพื่อให้คู่สัญญาที่เสียหายจากการไม่ได้รับความร่วมมือมีสิทธิฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ เรียกค่าเสียหายและบอกเลิกสัญญาได้ต่อไป
Article Details
บทความหรือข้อความคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารบัณฑิตศึกษานิติศาสตร์เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยเฉพาะ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย