แนววินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
บทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งศึกษาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ซึ่งบัญญัติว่า “ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน” โดยศาลฎีกาได้ตีความว่า คำว่า “มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน” นั้น จะต้องเป็น “การสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย” ด้วย ดังนั้น หากคดีใดแม้มีการสอบสวนมาก่อน แต่เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ย่อมส่งผลทางกฎหมายอยู่สองกรณี กล่าวคือ
กรณีแรก ศาลฎีกาถือว่าคดีนั้นไม่มีการสอบสวนมาก่อน พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120
กรณีที่สอง ศาลฎีกาถือว่าคดีนั้นมีการสอบสวนมาแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 เพียงแต่ศาลก็จะไม่รับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาจากการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น
จากการศึกษาแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผลทางกฎหมายของการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าศาลฎีกาได้ให้เหตุผลทางกฎหมายไว้ในคำวินิจฉัยว่า ศาลฎีกาใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาว่า การสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในกรณีใดที่ส่งผลทางกฎหมายให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมด โดยถือเสมือนหนึ่งว่าคดีนั้นไม่มีการสอบสวนมาก่อน พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง และกรณีใดที่แม้ว่าการสอบสวนจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมด พนักงานอัยการยังมีอำนาจฟ้อง เพียงแต่ศาลจะไม่รับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาจากการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ซึ่งหากศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายจนถึงขนาดทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมด และพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องโจทก์และปล่อยตัวจำเลยไป ทั้ง ๆ ที่ข้อบกพร่องของการสอบสวนดังกล่าวอาจจะไม่มีผลกระทบต่อเนื้อหาหรือข้อเท็จจริงที่ใช้ในการพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย ซึ่งหากจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริง เท่ากับกฎหมายไม่สามารถป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมได้ หรือหากมองในอีกแง่หนึ่ง การที่ศาลฎีกาถือว่าพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลแม้ว่าการสอบสวนนั้นจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่หากการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น กระทบต่อสิทธิในเนื้อตัวร่างกายจิตใจหรือสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย และต่อมาศาลได้ทำการสืบพยานและเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริงและพิพากษาลงโทษจำเลย ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมของจำเลยและก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่จำเลยเป็นอย่างยิ่ง กรณีจึงเป็นปัญหาที่ต้องศึกษาเพื่อค้นหาหลักการและเหตุผลที่ใช้ในการวินิจฉัยผลทางกฎหมายของการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้มีความเหมาะสมต่อไป
เมื่อได้ทำการศึกษาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาทั้งระบบแล้ว ผู้ศึกษาเห็นว่ามีหลักการที่อยู่เบื้องหลังซึ่งเป็นหัวใจในการดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังนี้
- หลักการควบคุมอาชญากรรม ซึ่งเป็นหลักการที่มุ่งเน้นความเฉียบขาดและรวดเร็วในการลงโทษผู้กระทำความผิด เพื่อให้รัฐสามารถควบคุม ระงับ และป้องกันอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- หลักความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักการที่มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมเป็นสำคัญ เพื่อมิให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพจากการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบของเจ้าพนักงาน เช่น หลักสันนิษฐานว่าบุคคลทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ (presumption of innocence) หรือหลักไม่มีความผิด ไม่มีโทษ ถ้าไม่มีกฎหมาย (nullum crimen, nulla poena sine praevia lege poenali) เป็นต้น
โดยผู้ศึกษาเห็นว่า ควรจะนำทั้งหลักการควบคุมอาชญากรรม และหลักความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมายมาเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาควบคู่กันอย่างสมดุลในการวินิจฉัยผลทางกฎหมายของการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความหรือข้อความคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารบัณฑิตศึกษานิติศาสตร์เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยเฉพาะ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย