การใช้กลวิธีสอนอ่านแบบร่วมมือ (CSR) ร่วมกับกลวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท (Reciprocal Strategy) เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษและลดความวิตกกังวล กรณีศึกษา: นักศึกษาบรรพชิตมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด

ผู้แต่ง

  • ภัทรลดา วงษ์โยธา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด

คำสำคัญ:

กลวิธีสอนอ่านแบบร่วมมือ, กลวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท, การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ, ความวิตกกังวล

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาบรรพชิตก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้กลวิธีสอนอ่านแบบร่วมมือ (CSR) ร่วมกับกลวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท (Reciprocal Strategy) 2) ศึกษาระดับความวิตกกังวลต่อการทำแบบทดสอบการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาบรรพชิตก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลกับความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษของของนักศึกษาบรรพชิต

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในวิจัยได้แก่ นักศึกษาบรรพชิตระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 27 รูป ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One-Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้การสอนอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีสอนอ่านแบบร่วมมือ (CSR) ร่วมกับกลวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท (Reciprocal Strategy) 2) แบบวัดความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษ และ 3) แบบวัดความวิตกกังวลต่อการทำแบบทดสอบการอ่านภาษาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent sample) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) การดำเนินการทดลองใช้ระยะเวลา 7 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 21 ชั่วโมง

ผลการวิจัยพบว่า

  1. นักศึกษาบรรพชิต มีคะแนนเฉลี่ยความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษก่อนเรียนเท่ากับ 18.85(μ=18.85)คิดเป็นร้อยละ31. 42 และหลังเรียนเท่ากับ28.41(μ=28.41) คิดเป็นร้อยละ 47.35 เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย พบว่าความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีสอนอ่านแบบร่วมมือ (CSR) ร่วมกับกลวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท (Reciprocal Strategy) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
  2. นักศึกษาบรรพชิต มีคะแนนความวิตกกังวลต่อการทำแบบทดสอบก่อนเฉลี่ยเท่ากับ 3.36(μ=3.36) อยู่ในระดับค่อนข้างสูง และหลังเรียนมีคะแนนความวิตกกังวลต่อการทำแบบทดสอบหลังเรียน เท่ากับ 2.19 (μ=2.19)อยู่ในระดับปกติ แสดงให้เห็นว่าระดับความวิตกกังวลลดลงหลังการจัดการเรียนรู้    
  3. ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลกับความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษของของนักศึกษาบรรพชิตมีความสัมพันธ์เชิงลบ กล่าวคือ เมื่อระดับความวิตกกังวลลดลง ความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

เอกสารอ้างอิง

เจตเจริญชัย จันทร์สิทธิ์. (2567). ศึกษาความวิตกกังวลและคุณค่าที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนของนักเรียนที่เข้าร่วมระบบการคัดเลือกกลาง TCAS. ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาวิทยาการเรียนรู้และนวัตกรรมการศึกษา, คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บุญชม ศรีสะอาด. (2541). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพ ฯ : สุวีรียาสาสน์

พรรษชล เรืองประเสริฐกุล และอาภัสรา ชินวรรโณ. (2566). การสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท: กลยุทธ์การสอนเพื่อส่งเสริมความเข้าใจการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษา. วารสารอิเล็กทรอนิกส์ทางการศึกษา, ปีที่ 18 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม -มิถุนายน 2566, หน้า 1-13.

แพรพิไล สีขาว และ สุรัตนา อดิพัฒน์ (2566). การพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ เข้าใจโดยใช้กลวิธีการอ่านแบบร่วมมือผ่านนิทานสำหรับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 6. วารสารวิชาการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร, ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 ประจำเดือน กรกฎาคม - กันยายน 2566, หน้า 261-270.

สำลี รักสุทธี. (2553). สอนอย่างไรให้เด็กอ่านออกอ่านได้อ่านคล่องอ่านเป็นเขียนได้เขียนคล่องและเขียนเป็น. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์พัฒนาการศึกษา.

Alonzo, A. C., and Steedle, J. T. (2009). Developing and Assessing a Force and

Motion Learning Progression. Science Education, 93(3), 389-421.

Aydin, F., and Yildirim, O. (2017). Foreign Language Reading Strategy Use of

Intermediate Level Adult Turkish EFL Learners. Journal on English as a Foreign Language, 7(2), 135-158.

Chavangklang, T., and Chavangklang, P. (2024). Exploring the Impact of AI and Digital Tools on EFL Writing Instruction in Higher Education: A Meta-Analysis of Global and Thai Contexts. Nakorn Ratchasima Journal of Humanities and Social Sciences, 6(2), 80-93.

Deci, E. L., and Ryan, R. M. (1985). Conceptualizations of intrinsic motivation and self-determination. In Intrinsic motivation and self-determination in human behavior. Boston, MA: Springer US.

Harwell, M. (2001). Future Directions and Suggestions for Improving the Use of Statistical Methods in Educational Research. Retrieved from www.http://ericfac.plccard.cse.com, Accessed on 15th January 2026.

Klingner, J. K., Vaughn, S., and Schumm, J. S. (1998). Collaborative Strategic Reading during Social Studies in Heterogeneous Fourth-grade Classrooms. The elementary school journal, 99(1), 3-22.

Labarrete, R. A. (2019). Reading Comprehension Level and Study Skills Competence of The Alternative Learning System (Als) Clientele. PUPIL:

International Journal of Teaching, Education and Learning, 3(1), 220-229.

Liu, M., and Wu, B. (2021). Teaching Anxiety and Foreign Language Anxiety among Chinese College English Teachers. Sage Open, 11(2), 1-12

Nitko, A. J., and Brookhart, S. M. (2006). Educational Assessment of Students (7th ed). US: Prentice-Hall Inc.

Palinscar, A. S., and Brown, A. L. (1983). Reciprocal Teaching of Comprehension-Fostering and Comprehension-monitoring Activities. Retrieved from file:///C:/Users/Vivobook/Downloads/ctrstreadtechrepv

i00269_opt.pdf, Accessed on 20th January 2026.

Sitthitikul, P. (2020). Proposed Directions for The Meaningful Learning in The Thai EFL Context. Journal of English Language and Linguistics, 1(1), 1-8.

Trakulkasemsuk, W. (2018). English in Thailand: Looking Back to The Past, at The Present and Towards The Future. Asian Englishes, 20(2), 96-105.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-06-21