การพัฒนารูปแบบการบูรณาการสุนทรียภาพเชิงหน้าที่ผ่านแนวทางโรงเรียนแห่งการคิดเพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในอัตลักษณ์วัฒนธรรมกลองยาวสำหรับนักเรียนประถมศึกษา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสุนทรียภาพเชิงหน้าที่ และ 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว ด้านทักษะการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในอัตลักษณ์วัฒนธรรมกลองยาว สำหรับนักเรียนประถมศึกษา ดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนารูปแบบ และระยะที่ 2 การศึกษาผลการใช้รูปแบบตามแบบแผนเชิงทดลองขั้นต้น (Pre-Experimental Design) แบบกลุ่มเดียววัดผลหลังการทดลอง (One-Shot Case Study) กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนห้วยยางวิทยาสรรพ์ อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น จำนวน 13 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ จำนวน 4 แผน รวม 8 ชั่วโมง 2) แบบประเมินทักษะการคิดสร้างสรรค์ ประเมิน 4 ด้าน ด้านละ 5 คะแนน 3) แบบประเมินความตระหนักในอัตลักษณ์ท้องถิ่น เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการบูรณาการสุนทรียภาพเชิงหน้าที่ (Functional Aesthetic Integration Model) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก คือ DO NOW, PURPOSE, WORK MODE (Explore, Decode, Create), และ REFLECTIVE THINKING โดยมีผลการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการใช้รูปแบบพบว่า นักเรียนมีคะแนนทักษะการคิดสร้างสรรค์หลังเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 16.54, SD = 1.85) และมีความตระหนักในอัตลักษณ์ท้องถิ่นหลังเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.82, SD = 0.35) โดยสามารถเชื่อมโยงคุณค่าของกลองยาวสู่บริบทชีวิตจริงได้ผ่านกระบวนการสะท้อนคิด ข้อค้นพบสำคัญคือ การใช้เครื่องมือคิด (Thinking Tools) ช่วยเปลี่ยนวัฒนธรรมที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม และเปลี่ยนบทบาทผู้เรียนเป็น “ผู้สร้างสรรค์ความหมายทางวัฒนธรรม”
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
อยู่ระหว่างการปรับปรุง (ลิขสิทธิ์และการรับผิดชอบ)
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
ศราวุธ สุตะวงค์. (2562). โรงเรียนแห่งการคิด: นวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียน. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย.
สุวิทย์ โพธิสัตย์, และศิริวรรณ ศรีพหล. (2563). สภาพและปัญหาการจัดการเรียนรู้ศิลปศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษา. วารสารศิลปศึกษาศาสตร์วิจัย, 12(1), 78-95.
เอกรินทร์ พึ่งประชา. (2567). เสียงของ 'เด็ก' ที่หายไปในงานวัฒนธรรมชุมชน. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/675
Eberle, B. (2008). SCAMPER: Creative games and activities for imagination development. Prufrock Press.
Eisner, E. W. (2002). The arts and the creation of mind. Yale University Press.
Hall, S. (1990). Cultural identity and diaspora. In J. Rutherford (Ed.), Identity: Community, culture, difference (pp. 222-237). Lawrence & Wishart.
LaJevic, L. (2013). Arts integration: What is really happening in the elementary classroom? Journal for Learning Through the Arts, 9(1), 1-28. https://doi.org/10.21977/D99112615
Robinson, K. (2011). Out of our minds: Learning to be creative (2nd ed.). Capstone Publishing.
Torrance, E. P. (1974). Torrance tests of creative thinking: Norms-technical manual. Scholastic Testing Service.
Vygotsky, L. S. (1978). Mind in society: The development of higher psychological processes. Harvard University Press.