แนวทางการพัฒนาที่พักอาศัยโดยรอบโรงพยาบาล : กรณีศึกษาพื้นที่รอบโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ ทั้ง 4 ภาค

Main Article Content

ทรงสิทธิ์ กัลป์ตินันท์
ไตรรัตน์ จารุทัศน์

บทคัดย่อ

อัตราการใช้บริการสุขภาพในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหาความหนาแน่นในการใช้บริการในโรงพยาบาลทุกระดับโดยเฉพาะโรงพยาบาลระดับตติยภูมิหรือโรงพยาบาลศูนย์ ในปัจจุบันมีการคิดค้นยุทธศาสตร์และแนวทางแก้ไขปัญหาความหนาแน่นจากภาครัฐที่หลากหลาย เมื่อพื้นทีรอบโรงพยาบาลมีจำนวนผ้ใู ชบริการเพิ่มขึ้น
ผนวกกับการแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างมาก ธุรกิจโดยรอบจึงจำเป็นต้องพัฒนาตามไปด้วย ผู้วิจัยเล็งเห็นโอกาสสำหรับภาคเอกชนในการพัฒนาและปรับปรุงที่พัก เพื่ออำนวยความสะดวกทั้งด้านพื้นที่และบริการ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการที่อยู่โดยรอบโรงพยาบาล วิเคราะห์ความต้องการพื้นฐานของผู้เข้าพักขณะเข้าพักเพื่อใช้บริการโรงพยาบาล และเสนอแนะเป็นแนวทางในการพัฒนาที่พักเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านกายภาพและบริการพื้นฐานของผู้ใช้บริการจากการศึกษาวิจัยที่พักโดยรอบพื้นที่โรงพยาบาลศูนย์และผู้ใช้บริการ พบว่าลำดับการให้ความสำคัญของผู้ใช้บริการ
ภายในห้องพัก พื้นที่ภายนอกหรือพื้นที่ส่วนกลางและการบริการมีความสอดคล้องกับคุณภาพของโครงการ โดยรูปแบบห้องพักส่วนใหญ่เป็นรูปแบบห้องสตูดิโอ ขนาด 18-24 ตร.ม. เตียงเดี่ยวหรือเตียงคู่ ผู้เข้าพักให้ความสำคัญต่อพื้นที่ภายในห้องพัก 3 ลำดับแรก คือพื้นที่เตียงหรือพื้นที่นอนร้อยละ 29.72 พื้นที่ห้องน้ำร้อยละ 27.72 พื้นที่ระเบียงร้อยละ
17.22 สำหรับพื้นที่ภายนอกห้องพักหรือพื้นที่ส่วนกลางให้ความสำคัญ 3 ลำดับแรกคือ ที่จอดรถร้อยละ 27.67 พื้นที่โถงหรือพื้นที่ต้อนรับร้อยละ 26.22 พื้นที่รับประทานอาหารหรือห้องอาหาร ร้อยละ 19.61 ด้านการบริการให้ความสำคัญ 3 ลำดับแรก คือ ด้านการรักษาความปลอดภัยร้อยละ 18.63 ด้านการต้อนรับร้อยละ 18.03 ด้านความสะอาดและการทำความสะอาดร้อยละ 17.85 กลุ่มผู้เข้าพักที่พักรอบโรงพยาบาลสามารถสรุปได้ว่าเป็นกลุ่มคนอายุ 36-45 ปี ที่เดินทางมาพักแถวโรงพยาบาลล่วงหน้า เพื่อมารอรับบริการทางการแพทย์ โดยมีผู้ดูแลและร่วมพักอาศัยประมาณ  1-3 คน และการมาใช้บริการแต่ละครั้งจะพำนักอยู่ประมาณ 1-3 วัน ดังนั้น แนวทางการพัฒนาและปรับปรุงโครงการโรงแรม อะพาร์ตเมนต์ หรือห้องเช่ารายวัน ในพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาลในอนาคต ควรมีการคำนึงถึงผู้เข้าใช้บริการที่มีความหลากหลาย และข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่สะดวกโดยสามารถเริ่มปรับปรุงจากการแก้ไขปัญหาที่ค้นพบในแต่ละปัจจัยที่กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญทั้งด้านกายภาพและการบริการ

Article Details

ประเภทบทความ
Articles

เอกสารอ้างอิง

กรมการแพทย์. (2562). รูปแบบการดูแลสุขภาพระยะกลางของผู้สูงอายุในประเทศไทย (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ: บียอนด์.

กระทรวงสาธารณสุข. (2562). ข้อมูลพื้นฐานโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรางสาธารณสุข ปีงบประมาณ 2561 ณ กรกฎาคม 2562. สืบค้นเมื่อ 28 สิงหาคม 2563, จาก https://phdb.moph.go.th/main/index/downloadlist/57/0

กระทรวงสาธารณสุข. สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์. กลุ่มข้อมูลทรัพยากรและมาตรฐานรหัสสุขภาพ. หน่วยงานบริการสุขภาพ. (2558). จำนวนสถานพยาบาลและจำนวนเตียง จำแนกตามประเภทและเขตบริการ. สืบ ค ้น จ า ก h t t p s : / / d o c s . g o o g l e . c o m /s p r e a d s h e e t s / d / 1 r W Wc d W m b M H C i _

UNgvhRa8ANAwQo6vRmPHUfijREH4U0/edit#gid=133463103

กฤตภัค วรธิติพงศ์. (2558). ความพึงพอใจของผู้เข้าพักอาศัยอาคารอยู่อาศัยรวมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลเอกชนกรณีศึกษา: โครงการเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์และอพาร์ทเมนต์รอบโรงพยาบาลกรุงเทพ. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย).

บัณฑิต ม่วงสอนเขียว. (2550). การศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนเซอร์วิสอพาร์เมนท์เพื่อญาติผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เข้ามารักษาในโรงพยาบาลเอกชน. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย).

พวงชมพู ประเสริฐ. (2561). เปิด model กลุ่ม รพ.ขับเคลื่อนลดความแออัดในโรงพยาบาล. สืบค้นเมื่อ 25 สิงหาคม 2563, จากกรุงเทพธุรกิจ http://inews.bangkokbiznews.com/read/346873

วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ และ พสิษฐ์ พัจนา. (2562). สถานการณ์การใช้บริการสุขภาพ พ.ศ. 2562. สืบค้นเมื่อ 9 เมษายน 2564, จาก https://tdri.or.th/2019/01/สถานการณ์การใช้บริการส/

Hair, J. F., Anderson, R. E., Tatham, R. L., & Black, W.C. (1998). Multivariable data analysis (5th ed.).Upper Saddle River, NJ: Prentice Hall.

Schumacker & Lomax. (1996). A beginner’s guide to structural equation modeling. Mahwah: NJ: Laurence Erlbaum Associates, Inc.