การพัฒนาแบบวัดมโนมติการเคลื่อนที่แนวตรง โดยประยุกต์ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ แบบสามพารามิเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแบบวัดมโนมติการเคลื่อนที่แนวตรง 2) เพื่อตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดมโนมติการเคลื่อนที่แนวตรง 3) เพื่อกำหนดคะแนนจุดตัดของแบบวัดมโนมติการเคลื่อนที่แนวตรง และ 4) เพื่อพัฒนาคู่มือการใช้งานของแบบวัดมโนมติการเคลื่อนที่แนวตรง โดยประยุกต์ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบสามพารามิเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ดำเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะตามวัตถุประสงค์การวิจัย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 411 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดมโนมติการเคลื่อนที่แนวตรงแบบปรนัยชนิดเลือกตอบสามระดับวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความยาก อำนาจจำแนก ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นทั้งฉบับ
ผลการวิจัยพบว่า 1. การสร้างแบบวัดมโนมติการเคลื่อนที่แนวตรงแบบปรนัยชนิดเลือกตอบสามระดับ สามารถสร้างข้อคำถามได้ 10 ข้อคำถาม วัดมโนมติการเคลื่อนที่แนวตรง จำนวน 7 มโนมติ ประกอบด้วย มโนมติตำแหน่งจำนวน 1 ข้อ มโนมติระยะทางและการกระจัดจำนวน 2 ข้อ มโนมติความเร็วและอัตราเร็วจำนวน 1 ข้อ มโนมติความเร่งจำนวน 2 ข้อ มโนมติความสัมพันธ์ระหว่าง การกระจัด ความเร็วกับเวลาจำนวน 1 ข้อ มโนมติการเคลื่อนที่แนวตรงด้วยความเร่งคงตัวจำนวน 2 ข้อ และ มโนมติการตกเสรีจำนวน 1 ข้อ 2. การตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดมโนมติการเคลื่อนที่แนวตรง โดยประยุกต์ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบสามพารามิเตอร์ ข้อคำถามที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของข้อคำถามอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 ค่าอำนาจจำแนก (B-index) มีค่าตั้งแต่ 0.21 ถึง 0.65 ค่าอำนาจจำแนก(a) มีค่าตั้งแต่ 0.91 ถึง 2.48 ค่าพารามิเตอร์ความยาก (b) มีค่าตั้งแต่ - 0.64 ถึง 2.04 ค่าพารามิเตอร์โอกาสการเดา (c) มีค่าตั้งแต่ – 9.57 ถึง 0.30 ตามลำดับ และค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดมโนมติการเคลื่อนที่แนวตรงทั้งฉบับ มีค่า 0.81 3. ผลคะแนนจุดตัดของแบบวัดมโนมติการเคลื่อนที่แนวตรง โดยประยุกต์ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบสามพารามิเตอร์ คือ จุดตัดระหว่างนักเรียนที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ กับ นักเรียนมีมโนมติที่คลาดเคลื่อน อยู่ที่ 12 คะแนน และจุดตัดระหว่างนักเรียนมีมโนมติที่คลาดเคลื่อนกับขาดความรู้ อยู่ที่ 3 คะแนน ตามลำดับ 4. การสร้างคู่มือการใช้แบบวัดมโนมติการเคลื่อนที่แนวตรง โดยประยุกต์ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบสามพารามิเตอร์ ได้คู่มือการใช้แบบวัดมโนมติการเคลื่อนที่แนวตรง โดยประยุกต์ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบสามพารามิเตอร์ที่ครูสามารถนำไปใช้บริหารการสอบได้ มีค่าดัชนีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของคู่มือการใช้แบบวัด เท่ากับ 0.80
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา.
ธนธัญ ฝีมือสาร. (2559). ผลของกลวิธีการสอนสี่ขั้นตอนตามแรวคอนสตรัคติวิสต์ที่มีต่อมโนมติฟิสิกส์และเจตคติต่อการเรียนฟิสิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาวิทยาศาสตร์. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
บังอร สวนพลู. (2560). การพัฒนาแบบวัดความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการวิจัยและวัดประเมินผลการศึกษา. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร. (2550). ระเบียบวิธีการวิจัยทางพยาบาลศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร : ยูแอน์ไอ อินเตอร์มีเดีย.
บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร : สุวีริยาสาส์น.
ประสพชัย พสุนนท์. (2558). ความเที่ยงตรงของแบบสอบถามสำหรับงานวิจัยทางสังคมศาสตร์. วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. 18(1). 375-396.
ปัทมาพร ณ น่าน. (2561). การสร้างแบบทดสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนแบบสามชั้นวิชาฟิสิกส์ เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิจัย วัดผลและสถิติการศึกษา. มหาวิทยาลัยบูรพา.
พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2551). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร : เฮาส์ออฟเฮอร์มิส.
ไพศาล วรคำ. (2558). การวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 7. มหาสารคาม : ตักสิลาการพิมพ์.
มิ่ง เทพครเมือง. (2554). การตรวจสอบความเท่าเทียมกันของการวัดบนพื้นฐานทฤษฎีการทดสอบแบบคะแนนจริงสัมพันธ์และทฤษฎีการตอบข้อสอบ. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาการทดสอบและวัดผลการศึกษา. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ศิริชัย กาญจนวาสี. (2556). ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศิริชัย กาญจนวาสี. (2563). ทฤษฎีการทดสอบแนวใหม่. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศิริพันธ์ ติยะวงศ์สุวรรณ. (2554). การพัฒนาวิธีการกำหนดคะแนนจุดตัดสำหรับการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการวัดและประเมินผลการศึกษา. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ. (2555). การกำหนดจุดตัดคะแนนผลสอบ O-NET มัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2554. NIETS News. 34. 9-11.
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ. (2558). O-NET (Ordinary National Educational Test). สืบค้นเมื่อ 28 สิงหาคม 2563. จาก https://www.niets.or.th/th/catalog/view/211
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2560).ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณการเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
สุชาดา กรเพชรปาณี และคณะ. (2557). รายงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาโปรแกรมการทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยคอมพิวเตอร์ สำหรับการจัดสอบ O-NET. กรุงเทพมหานคร : สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน).
สุนิสา จันทร์พล. (2555). การพัฒนามโนมติฟิสิกส์ เรื่อง เสียง โดยใช้การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สืบเสาะแบบเปิดผ่านสถานการณ์จำลองบนคอมพิวเตอร์ ตามกรอบโมเดลการเรียนรู้แบบคู่ควบ. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา. มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
อุมาวรรณ แสงสนิท. (2557). การพัฒนาแบบทดสอบมาตรฐานวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่ององค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 จังหวัดสุพรรณบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิจัยและประเมินผลการศึกษา. มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี.
Arslan, H. O., Cigdemoglu, C. & Moseley, C. (2012). A Three-Tier Diagnostic Test to Assess Pre-Service Teachers’ Misconceptions about Global Warming, Greenhouse Effect, Ozone Layer Depletion, and Acid Rain. International Journal of Science Education. 34(11). 1667-1686.
Hassard and Dias. (2008). The art of teaching science inquiry and innovation in middle school and high school. New York : Routledge.
Livingston, S.A. (1972). A Criterion – Referenced Application of Classical Test Theory, Journal of Educational Measurement. 9. 13-26.
Odom, A. L., & Kelly, P. V. (2001). Integrating concept mapping and the learning cycle to teach diffusion and osmosis concepts to high school biology students. Science Education. 85(6). 615-635.
Yamane, Taro. (1967). Statistics, An Introductory Analysis. 2nd ed. New York : Harper and Row.