ภาวะผู้นำทางวิชาการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลสถานศึกษา และ 4) เพื่อศึกษาอำนาจพยากรณ์ของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา จำนวน 314 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 และค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.65-0.79 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์ การถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน
ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลของสถานศึกษา ในระดับปานกลางถึงสูง โดยเฉพาะด้านการสร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมการเรียนรู้ ที่มีความสัมพันธ์สูงสุด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้นำที่สามารถสร้างแรงจูงใจและสนับสนุนการพัฒนาวิชาการของครูและนักเรียน จะส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ด้านการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน มีความสัมพันธ์ต่ำสุดกับ บ่งชี้ว่าลักษณะบางประการของภาวะผู้นำอาจมีอิทธิพลแตกต่างกันต่อประสิทธิภาพของสถานศึกษา 4) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา ที่นำมาวิเคราะห์ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนแสดงให้เห็นว่า X5 เป็นตัวแปรพยากรณ์ที่สำคัญที่สุดต่อ Y โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ 61% (R² = 0.61, p < 0.001) ตามมาด้วย X2 และ X ที่สามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลของสถานศึกษาได้ในระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์เท่ากับ ±3.99
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
จิราวรรณ เซ่งย่อง. (2561). ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนและองค์การแห่งการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 จังหวัดกระบี่. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา. คณะศึกษาศาสตร์ : มหาวิทยาลัยบูรพา.
ธงชัย สันติวงษ์. (2545). การวางแผนกลยุทธ์และการบริหารเชิงกลยุทธ์. กรุงเทพมหานคร : บริษัท ประชุมช่าง จำกัด.
ธานินท์ ศิลป์จารุ. (2555). การวิจัยและสถิติทางสังคมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญศิริการพิมพ์.
บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : สุวีริยาสาส์น.
พัฒนพงษ์ นามพิมพ์, กัญญ์รัชการย์ เลิศอมรศักดิ์. (2567). ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี. วารสารสิรินธรปริทรรศน์. 25(1). 457-466.
ภารดี อนันต์นาวี. (2557). หลักการ แนวคิด ทฤษฎีทางการบริหารการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มนตรี จำกัด.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ. (2551). คู่มือเทคนิคและวิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่ตามแนวทางการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การบริหารการเปลี่ยนแปลง. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.).
อาธง สุทธาศาสน์. (2527). ปฏิบัติการวิจัยสังคมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์.
เอกชัย ค้าผล. (2558). ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา. วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์. 16(1). 45–58.
Hallinger, P., & Murphy, J. (1985). Assessing the instructional management behavior of principals. The Elementary School Journal. 86(2). 217–247.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement. 30(3). 607–610.
Leithwood, K., Louis, K. S., Anderson, S., & Wahlstrom, K. (2004). How leadership influences student learning. New York : The Wallace Foundation.
Stufflebeam, D. L. (2003). The CIPP model for evaluation. In T. Kellaghan & D. L. Stufflebeam (Eds.). New York : Springer.