มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ศึกษาเฉพาะกรณีองค์กรทางศาสนาประเภทวัด

Main Article Content

วัฒนชัย ป้อมสุข
สามารถ ปรมานิติวิ์

บทคัดย่อ

การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีมาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินโดยการใช้วัดเป็นช่องทางในการฟอกเงินที่ชัดเจน เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเนื่องจากในปัจจุบันมีการนำเอากิจกรรมทางศาสนาไปสู่การแสวงหาประโยชน์เชิงธุรกิจ หรือที่เรียกว่า “พุทธพาณิชย์” บุญถูกทำให้เป็นกลายสินค้าตัวหนึ่ง ด้วยการสร้างความเชื่อที่ว่าการทำบุญจะทำให้ชีวิตดีขึ้นในขณะที่มาตรการในการกำกับดูแลวัดและทรัพย์สินของวัดไม่ชัดเจน หละหลวม และไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนช่องโหว่กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของประเทศไทยที่ไม่ครอบคลุมถึงการตรวจสอบการทำธุรกรรมของวัด ทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับทางวัดหรืออาชญากรใช้วัดเป็นแหล่งฟอกเงินแหล่งใหม่ เพื่อปกปิด หรือเปลี่ยนสภาพเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดให้กลายเป็นเงินที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยวิธีการต่างๆดังที่ปรากฏเป็นข่าวต่อสาธารณะในหลายกรณี


ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้วัดกลายเป็นช่องทางในการฟอกเงิน คือ อำนาจในการตรวจสอบการทำธุรกรรมของวัดโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้บัญญัติให้วัดอยู่ในคำนิยามของผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 ดังนั้น วัดจึงไม่ต้องรายงานการทำธุรกรรมของวัดต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทำให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบการทำธุรกรรมของวัดได้โดยตรงนอกจากนี้ความไม่ชัดเจนในกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดที่กำหนดเพียงหลักเกณฑ์กว้างๆ ในการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด โดยไม่ได้บัญญัติถึงการตรวจสอบ การรายงาน การเปิดเผยต่อสาธารณะ ความรับผิดและบทลงโทษก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนให้วัดถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงินด้วย สำหรับปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรณีการใช้วัดเป็นช่องทางในการฟอกเงิน พบว่ามีปัญหาอุปสรรคที่สำคัญมี 2 ประการ คือปัญหาในการตรวจสอบการทำธุรกรรมของวัด และปัญหาในการติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน โดยปัญหาในการตรวจสอบการทำธุรกรรมของวัด เนื่องจากวัดไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรม การเข้าถึงข้อมูลของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อตรวจสอบการทำธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยของวัดและผู้เกี่ยวข้องจึงเป็นไปได้ยากทั้งยังไม่สามารถดำเนินคดีกับบุคคลผู้กระทำความผิดมูลฐาน และบุคคลผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินได้ ส่วนปัญหาในการติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน เนื่องจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมของวัด จึงเป็นการยากที่จะติดตามร่อยรองทางการเงินของอาชญากร ตลอดจนการพิสูจน์ทราบถึงแหล่งที่มาของเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เจ้าหน้าที่ไม่สามารถยึดหรืออายัดเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินได้ ไม่สามารถติดตามทวงคืนเงินหรือทรัพย์ให้กลับคืนสู่แผ่นดินหรือเจ้าของที่แท้จริงได้ รวมถึงก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย


ดังนั้น จึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยกำหนดให้วัด รวมถึงองค์กรทางศาสนาทุกประเภทในประเทศไทยซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทหนึ่ง อยู่ในคำนิยามของผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 ที่มีหน้าที่ต้องรายงานการทำธุรกรรมทั้งในกรณีที่มีการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินที่มีมูลค่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือกรณีที่การบริจาคเงินหรือทรัพย์สินมีเหตุอันควรสงสัย โดยให้ผู้มีอำนาจหรือตัวแทนของวัดมีหน้าที่ในการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้บริจาค จัดให้ผู้บริจาคแสดงตนก่อนการบริจาคบันทึกข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับการบริจาค และจัดเก็บเอกสารที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อการตรวจสอบ อันจะเป็นการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกรณีการใช้วัดเป็นช่องทางในการฟอกเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ให้ดียิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการช่วยธำรงรักษาพระพุทธศาสนาอีกด้วย

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย (research article)

เอกสารอ้างอิง

วีระพงษ์ บุญโญภาส, อาชญากรรมทางธุรกิจ, (กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะนิติศาสตร์,2542),

ฉลอง ช่วยธานี, มาตรการทางกฎหมายในการบริหารจัดการศาสนสมบัติวัดและศาสนสมบัติกลาง (วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2555),

ชัยนันท์ แสงปุตตะ, กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน : ศึกษาเฉพาะกรณีความผิด มูลฐาน (วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541),

ปิยพันธ์ สารากรบริรักษ์, การกำหนดความผิดอาญาฐานเกี่ยวกับการฟอกเงิน (วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2534)

ปรัชญา พานทอง, ปัญหาเกี่ยวกับความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 : ศึกษากรณีความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (สารนิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต, 2558

วาทินี หวังไพบูลย์, มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกับศาสนธุรกิจ (วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, 2558),