ช่วงเวลาการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ปัตตานีโบราณ: ข้อสันนิษฐานจากหลักฐานการขุดค้นแหล่งโบราณคดีตันหยงลุโละ
คำสำคัญ:
ยะรัง, ปัตตานีโบราณ, หลักฐานทางโบราณคดี, การขุดค้น, การตั้งถิ่นฐาน, เมืองท่าบทคัดย่อ
การศึกษาเกี่ยวกับช่วงเวลาการเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ปัตตานีโบราณที่มีศูนย์กลางอยู่ ณ บริเวณชุมชนกรือเซะ โดยใช้หลักฐานทางโบราณคดีประกอบข้อสันนิษฐาน การศึกษาเรื่องราวของปัตตานีในอดีตพบว่า แบ่งได้เป็นสองช่วงเวลาสำคัญ ประกอบด้วย 1) บริเวณ เมืองโบราณยะรัง อันเป็นเมืองโบราณที่อยู่ลึกเข้าไปทางตอนในของแผ่นดินปัจจุบันหรือที่เรียกว่า พื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำตอนบน ซึ่งนักวิชาการสันนิษฐานว่าคือ เมืองลังกาสุกะ ที่ปรากฏในเอกสารต่างชาติ จากหลักฐานทางโบราณคดีกำหนดอายุของเมืองแห่งนี้ว่าอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 6-18 2) พื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำปัตตานีตอนล่าง มีบริเวณบ้านกรือเซะเป็นศูนย์กลาง ชุมชนแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรืองในฐานะเป็นเมืองท่านานาชาติในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีราชวงศ์ศรีวังสาเป็นผู้นำของรัฐ การศึกษาที่ผ่านมายังไม่มีการกล่าวถึงการมีอยู่ของชุมชนก่อนการเข้ามาของราชวงศ์ศรีวังสาแต่อย่างใด จากหลักฐานเอกสารบางส่วนและหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้จากการขุดค้นในพื้นที่ปัตตานีโบราณบริเวณบ้านตันหยงลุโละพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีชุมชนเข้ามาอยู่อาศัยแล้วและมีกิจกรรมการค้ากับต่างชาติก่อนที่ราชวงศ์ศรีวังสาจะขึ้นมามีอำนาจ สามารถย้อนกลับไปได้อย่างน้อยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 ซึ่งในช่วงเวลานั้นศูนย์กลางชุมชนโบราณยะรังที่ตั้งอยู่ตอนใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บราโอ ยังไม่ล่มสลายแต่อย่างใด
เอกสารอ้างอิง
ภาษาไทย
กรมศิลปากร, 2528. รายงานการสำรวจขุดค้นทางด้านโบราณคดี บริเวณเมืองโบราณยะรังและใกล้เคียง
อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี. ม.ป.ท.
________, 2546. ศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี. กรุงเทพฯ: ไทยเจริญเพลส.
________, 2562. การสำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดีในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ประเทศไทย. ม.ป.ท.
________, 2565.การขุดค้นโบราณคดี ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช. พิมพ์ครั้งที่ 2. นครศรีธรรมราช: สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร.
ทิวา ศุภจรรยา และกฤษณพล วิชพันธุ์, 2538. สภาพแวดล้อมการตั้งถิ่นฐานชุมชนโบราณเมืองยะรัง จังหวัดปัตตานี. กรุงเทพฯ: การประชุมวิชาการระดับชาติฝรั่งเศส-ไทย ครั้งที่ 3 เรื่อง พัฒนาการของรัฐในประเทศไทยจากหลักฐานทางโบราณคดี, 11-13 ธันวาคม 2538.
ธราพงศ์ ศรีสุชาติ, 2529. “ยะรัง: ชุมชนโบราณ.” ใน สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ (หน้า 2900-2905). สงขลา: สถาบันทักษิณคดีศึกษา.
พรทิพย์ พันธุโกวิท, 2547. “การศึกษาวิเคราะห์โบราณสถานเมืองยะรัง: ศึกษากรณีกลุ่มโบราณสถานบ้านจาเละ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี.” ใน วันนี้ของโบราณคดีไทย เอกสารประกอบการประชุมสัมมนาทางวิชาการโบราณคดี. กรุงเทพฯ : สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร.
ภมรี สุรเกียรติ, 2565. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สัมภาษณ์, 20 ตุลาคม.
ภัคพดี อยู่คงดี และพรทิพย์ พันธุโกวิท, 2538. โบราณสถานวัตถุจากการขุดแต่งโบราณสถานบ้านจาเละ กลุ่มเมืองโบราณยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี. กรุงเทพฯ: การประชุมวิชาการระดับชาติฝรั่งเศส-ไทย ครั้งที่ 3 เรื่อง พัฒนาการของรัฐในประเทศไทยจากหลักฐานทางโบราณคดี, 11-13 ธันวาคม 2538.
ยงยุทธ ชูแว่น, 2549. รัฐปัตตานีในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยจารีต คริสต์ศตวรรษที่ 16-18. นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.
สว่าง เลิศฤทธิ์, 2529. “ข้อเสนอใหม่เกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีบริเวณเมืองเก่ายะรัง ปัตตานี.” ศิลปวัฒนธรรม. 7 (12): 32-35.
________, 2530. รายงานการขุดค้นแหล่งโบราณคดี บ้านประแว อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี. ปัตตานี: ศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.
________, 2531. “โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปะ.” ใน เมืองโบราณยะรัง (หน้า 27-38). ปัตตานี: ศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้.
สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, 2561. หลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาพม่าฉบับราชบัณฑิตยสภา. กรุงเทพฯ: สำนักงานราชบัณฑิตยสภา.
________, 2562. หลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่นฉบับราชบัณฑิตยสภา. กรุงเทพฯ: สำนักงานราชบัณฑิตยสภา.
________, 2563. หลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษามลายูที่ใช้ในประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไนดารุสซาลามฉบับราชบัณฑิตยสภา. กรุงเทพฯ: สำนักงานราชบัณฑิตยสภา.
อมรา ศรีสุชาติ, 2539. อดีต-ปัจจุบันของเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาโบราณและพื้นเมืองในภาคใต้. ม.ป.ท.
อัตถสิทธิ์ สุขขำ, 2557. “เครื่องปั้นดินเผากลาสโกวในเมืองปัตตานี.” เมืองโบราณ 40 (1): 68-74.
อารีฟิน บินจิ, อับดุลลอฮ์̣ ลออแมน, และซูฮัยมีย์ อิสมาแอล, 2558. ปาตานี ประวัติศาสตร์และการเมืองในโลกมลายู (Patani Sejarah dan Politik di Alam Melayu). พิมพ์ครั้งที่ 4. สงขลา: มูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้.
อำนาจ สมบัติยานุชิต, 2547. การศึกษาบริเวณแหล่งเตาเผาเครื่องถ้วยโบราณในจังหวัดปัตตานี. ม.ป.ท.
อิบรอฮิม ชุกรี, 2541. ประวัติราชอาณาจักรมลายูปะตานี. ปัตตานี: โครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา.
ภาษาต่างประเทศ
Daniel P. et al., 2005. Études sur l'histoire du sultanat de Patani. Paris: Ecole française d'Extrême-Orient.
Dupoizat M.-F., 2004. “Gres et porcelains du site de Ban Kru Se, province de Pattani.” In Etudes sur l’histoire du sultanat de Patani (pp.117-139). Paris: École française d'Extrême-Orient.
Hirth F. & Rockhill W.W., 1966. Chau Ju Kua: his work on the Chinese and Arab Trade in the twelfth and thirteenth Centuries, entitled Chu-fan-chi. New York: Paragon Book Reprint Corp.,
SEAMEO SPAFA., 2020. “Thailand: Country Report.” In Advancing Southeast Asian Archaeology 2019 (pp. 40-46). Bangkok: SEAMEO SPAFA Regional Centre for Archaeology and Fine Arts.
Skilling P., 1992. “Two ports of Suvarnabhumi : A brief note.” Journal of Siam Society 80 (1): 131.
Teeuw A. & Wyatt D.K, 1970. Hikayat Patani: The Story of Patani. The Hague: Martinus Nijhoff.
Wade G., 2013. “The Patani region in Chinese texts of the 6th to the 19th centuries." In Ghost of the past in Southern Thailand: Essay on the history and historiography of Patani (pp.53-84). Singapore: NUS Press.
Welch D.J. & Mcneill J.R., 1989. “Archaeological investigations of Pattani history.” Journal of Southeast Asian Studies 20 (1): 27-41.
Wheatley P., 1973. The Golden Khersonese. USA: Greenwood Press.
Yoneo I., 1998. The junk trade from Southeast Asia. Singapore: Institute of Southeast Asia.
________, 2004. “A note on Pattani recorded in late 17th and early 17th century Japanese documents.” In E’tudes sur l’histoire du Sultanant de Patani (pp. 255-257) Paris: École française d'Extrême-Orient.
Yoshinobu S., 1983. “Sung foreign trade: Its scope and organization.” In China among eguals: The middleman kingdom and its neighbors 10-14 centuries (pp. 89-114). California: University of California Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2022 ดำรงวิชาการ

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้เป็นผลงานของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว และ/หรือเป็นผลงานของข้าพเจ้าและผู้ร่วมงาน ตามชื่อที่ระบุในบทความจริง และเป็นผลงานที่มิได้ถูกนำเสนอหรือตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน