ร่างทรงม้ง : การควบคุมทางสังคมด้วยความเชื่อทางวิญญาณ
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิธีประกอบสร้างร่างทรงของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง 2) ศึกษาวิธีการควบคุมทางสังคมด้วยความเชื่อทางวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา จากร่างทรงม้ง จำนวน 14 คน การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการจัดกลุ่มความหมายเพื่อสรุปให้ได้แก่นสาระของผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า 1.การประกอบสร้างร่างทรงของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง เกิดจากความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ และวิญญาณบรรพบุรุษที่คัดเลือกร่างทรงโดยดลบันดาลบุตรหลานการ เกิดอาการเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยได้ ร่างทรงรุ่นพี่ให้การรักษาและแนะนำรับเป็นร่างทรงของวิญญาณบรรพบุรุษ โดยมีร่างทรงรุ่นพี่ให้คำแนะนำฝึกสอน การให้บริการประทับทรง เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยจากการละเมิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ
และการเซ่นสรวงบรรพบุรุษ การเรียกขวัญและการป้องกันเคราะห์ร้ายจากสัญญาณเตือนของวิญญาณบรรพบุรุษร่างทรงจะมีสติตลอดพิธีกรรม การติดต่อกับวิญญาณเพื่อสอบถามพฤติกรรมของผู้รับบริการมีสามลักษณะ คือ 1) รูปนิมิต มองเห็นภาพ 2) นามนิมิต รับรู้ภายในใจ และ 3) การใช้วิธีการเสี่ยงทายคำตอบ 2. การควบคุมทางสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง โดยวิธีการพัฒนาชีวอำนาจด้วยการสร้างวินัย ผ่านกลไกการควบคุมตนเองโดยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติและวิญญาณบรรพบุรุษ ทำหน้าที่จับจ้องพฤติกรรมของมนุษย์ให้ประพฤติตามบรรทัดฐานของสังคม ได้แก่ 1) การเข้าไปในพื้นที่ธรรมชาติด้วยความสำรวม ใช้ทรัพยากรธรรมชาติตามความจำเป็นและไม่ถ่ายทิ้งของเสียในพื้นที่ธรรมชาติ 2) การให้ความสำคัญกับระบบเครือญาติตระกูลแซ่ และเซ่นสรวงวิญญาณบรรพบุรุษ ผู้ที่ละเมิดจะถูกตัดสินและลงโทษให้เจ็บป่วย
โดยไม่ทราบสาเหตุ ร่างทรงจะเป็นผู้ทำพิธีติดต่อสอบถามสาเหตุและการไถ่โทษ ด้วยการฆ่าสัตว์เลี้ยงและเผากระดาษเงินกระดาษทอง เพื่อขอขมา แม้ว่าพิธีกรรมตามความเชื่อในวิญญาณ และอำนาจเหนือธรรมชาติ ไม่อาจอธิบายได้ด้วยหลักการ เหตุผล และการพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาการสมัยใหม่ แต่ความเกรงกลัวต่ออำนาจที่มองไม่เห็นที่คอยจับจ้อง และลงโทษทำให้มนุษย์ประพฤติตัวอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของสังคม และการเคารพในธรรมชาติ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
อยู่ระหว่างการปรับปรุง (ลิขสิทธิ์และการรับผิดชอบ)
เอกสารอ้างอิง
เกา จิงจิง, และอิมธิรา อ่อนคำ. (2564). วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง: กรณีศึกษาบ้านแม่สาใหม่ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่. วารสารศิลปศาสตร์ปริทัศน์, 16(1), 27-44.
จันเพ็ง ถ้อ. (2556). สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมชุมชนม้งแบบบุพกาล: บ้านน้ำบง และบ้านห้วยไฮ เมืองซำใต้ แขวงหัวพัน สปป.ลาว [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยศิลปากร.
จิราพร อนันตศิริ. (2547). วิเคราะห์พฤติกรรมและทรรศนะของร่างทรงที่มีต่อบทบาทในการพัฒนาสังคม กรณีศึกษาจังหวัดพิษณุโลก [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยนเรศวร.
แจ็คสัน, ปีเตอร์ เอ., และบาวแมนน์, เบนจามิน (บก.). (2567). ข้ามเพศ รักเพศเดียวกัน กับมนตราไสยเวทในเมียนมาและไทย: หมอพิธีเควียร์ในลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผีอันผลิบาน. ใน ไสยเวท เพศ ผี: ร่างทรงองค์เควียร์ในอุษาคเนย์ (พิเชฐ สายพันธ์, ผู้แปล). มติชน.
ธีรยุทธ บุญมี. (2557). มิเชล ฟูโกต์ (พิมพ์ครั้งที่ 2). วิภาษา.
ธีระพงษ์ มีไธสง. (2560). ผีกับพุทธการผสมผสานทางความเชื่อ. อินทนิน.
ธีระวัฒน์ ท่อเสถียรธรรม. (2562). เรื่องเล่าตำนานม้ง. ใน นพรัตน์ ละมุล (บก.), เราก็เป็นเจ้าของแผ่นดิน ประวัติศาสตร์ นิเวศวัฒนธรรมดอยยาว ดอยผาหม่น (น. 1-14). บ้านเกิดเมืองนอน.
พระธีรพงศ์ ธีรปญโญ, จรัส ลีกา, พระมหาประทีป อภิวฑฒโน, และพระมหาจิณกมล อภิรตโน (เป็นสุข). (2564). การรักษาป่าชุมชนด้วยแนวคิดผี พราหมณ์ พุทธ. วารสารบัณฑิตศึกษามหาจุฬาขอนแก่น, 8(4), 108-118.
ภัทรธรณ์ แสนพินิจ. (2566). ร่างทรง: บทบาทและภาพสะท้อนด้านการถ่ายทอดข้อมูลทางศาสนาพื้นบ้านในภาพยนตร์ไทย. วารสารกระแสวัฒนธรรม, 24(5), 57-75.
อดิศร ภู่สาระ. (2565). กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ชุมชนม้งห้วยหาน จังหวัดเชียงราย. วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า, 9(3), 9-18.
อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง. (2558). ฟูโกต์กับปริศนาแห่งองค์อธิปัตย์ ว่าด้วยอำนาจอธิปไตยสมัยใหม่ในคำสอนของมิเชลฟูโกต์. ในอนุสรณ์ อุณโณ, จันทนี เจริญศรี, และสลิสา ยุกตะนันท์ (บก.), อ่านวิพากษ์มิเชลฟูโกต์. สยามปริทัศน์.
อลงกรณ์ จิตนุกูล. (2561). แมจิคในโลกาเทศาภิวัฒน์: กรณีศึกษาร่างทรงในสองวัฒนธรรม [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
อ้อมใจ วงษ์มณฑา. (2565). การศึกษาเปรียบเทียบความเชื่อผีปู่ตาภาคอีสานและความเชื่อผีตายายในภาคใต้. วารสารรูสมิแล, 43(2), 128-132.