ตัวแบบการพัฒนาพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตย ของพลเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมือง ศึกษาระดับพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมือง การวิเคราะห์และตรวจสอบตัวแบบความสัมพันธ์เชิงเส้นของพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมือง การพัฒนาและประเมินตัวแบบพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตยของพลเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามที่ใช้ในการดำเนินการเก็บข้อมูลจากพลเมืองผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งมีภูมิลำเนาและอาศัยอยู่จริงในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 400 คนประเมินตัวแบบพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมือง โดยใช้ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 20 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ สถิติพื้นฐานเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมือง โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 โดยใช้สมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM)
ผลการวิจัยพบว่า
ระดับพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตยของพลเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในระดับน้อย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการสนับสนุนทางการเมืองมีค่าเฉลี่ยที่ระดับปานกลาง รองลงมาคือ ด้านการเรียกร้องทางการเมืองมีค่าเฉลี่ยที่ระดับปานกลาง ต่อมาคือด้านการต่อต้านรัฐบาลมีค่าเฉลี่ยที่ระดับน้อย ส่วนด้านที่มีระดับพฤติกรรมน้อยที่สุดคือด้านการผลักดันนโยบายสาธารณะมีค่าเฉลี่ยที่ระดับ
ตัวแบบโครงสร้างเชิงสาเหตุของตัวแบบพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตยของพลเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ เนื่องจากความกลมกลืนของโมเดลในภาพรวม พบว่า การทดสอบไค-สแควร์ (Chi-square) มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P = 0.076 ; <0.05) ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เมื่อพิจารณาดัชนีกลุ่มที่กำหนดไว้ที่ระดับมากกว่าหรือเท่ากับ 0.90 พบว่า ดัชนีทุกตัวได้แก่ CFI = 0.911, TLI =0.969, ผ่านเกณฑ์ตามลำดับ ส่วนดัชนีที่กำหนดไว้ที่ระดับน้อยกว่า 0.05 พบว่า ดัชนี SRMR = 0.048, RMSEA = 0.010 ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้เช่นเดียวกัน สรุปได้ว่า ตัวแบบโครงสร้างเชิงสาเหตุของตัวแบบพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตยของพลเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้จากกรอบแนวคิดในการวิจัยมีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ส่วนผลการประเมินตัวแบบพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมือง โดยสรุป ตัวแบบพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตยของพลเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมระดับมากที่สุด
Article Details
เอกสารอ้างอิง
จรูญ สุภาพ. (2514). การเมือง. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช.
นารีวรรณ กลิ่นรัตน์.(2550). การมีส่วนร่วมทางการเมืองของชั้นกลางไทยในกระแสโลกาภิวัตน์.ภาคนิพนธ์ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการปกครอง. คณะรัฐศาสตร์ :มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ประหยัด หงษ์ทองคำ. (2539). พัฒนาการทางการเมืองโดยกระบวนการปกครองท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร : บริษัทโรงพิมพ์พาพาส จำกัด.
ปริญญา นวลเปียน. (2543). การมีส่วนร่วมทางการเมืองของขบวนการชาวนาไทย : กรณีศึกษาสมัชชาคนจน. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต(รัฐศาสตร์). มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
พิกุล มีมานะ และสนุก สิงห์มาตร. (2561). ประชาธิปไตย Thailand 4.0 ความมั่นคงของชาติพันธุ์อีสาน. ใน การประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัยบัณฑิตศึกษาระดับชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ครั้งที่ 3 วันที่ 11 – 12 มกราคม 2561. มหาสารคาม : บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. 219-228.
วัลลภ วิบูลย์กูล. (2544). การรับรู้ข่าวสารและพฤติกรรมทางการเมืองของครูสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดหนองบัวลำภู. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนศึกษาศาสตร์. มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
สนุก สิงห์มาตร. (2559). รูปแบบการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์. 5(3). 29-44.
สนุก สิงห์มาตร. . (2559). รูปแบบการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา รัฐประศาสนศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
สิริพัฒน์ ลาภจิตร. (2550). ปัจจัยทีส่งผลต่อการตัดสินในมีส่วนร่วมของประชาชนในการสนับสนุนการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี.วิทยานิพนธ์ รป.ม. (รัฐประศาสนศาสตร์). บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อมร รักษาสัตย์. (2537). ทฤษฎีและแนวความคิดในการพัฒนาประเทศ. กรุงเทพมหานคร : สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์.
Taro Yamane. (1970). Statistics :An Introductory Analysis. 2nded. ToKyo : John Weatherhill, Inc.