การพัฒนาศาลยุติธรรมสู่ระบบดิจิทัล: แนวทางเชิงนโยบายและการบริหารงานยุติธรรม

Main Article Content

ภารดี นะศิริรันต์

บทคัดย่อ

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กระบวนการยุติธรรมของไทยได้เข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แม้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วของกระบวนการพิจารณาคดี แต่ในทางปฏิบัติยังคงปรากฏข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและเชิงกระบวนการ เช่น ความไม่พร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชน ตลอดจนข้อจำกัดทางกฎหมายในการรองรับกระบวนการพิจารณาคดีในรูปแบบดิจิทัล ส่งผลให้การพัฒนาศาลดิจิทัลยังไม่สามารถตอบสนองต่อทั้งประสิทธิภาพและความเป็นธรรมได้อย่างสมดุล


บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการและรูปแบบการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารงานและการพิจารณาคดีของศาล รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและกระบวนการทำงาน (2) วิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนผ่านสู่ศาลดิจิทัลต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ทั้งด้านการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี ความเท่าเทียมในการใช้เทคโนโลยี และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ (3) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและข้อจำกัดเชิงปฏิบัติในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และเสนอแนวทางเชิงนโยบายและมาตรการบริหารงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยสอดคล้องกับหลักนิติธรรมและบริบทของสังคมไทย


การศึกษานี้ใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากกฎหมาย นโยบายสาธารณะ และงานวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ระบบยื่นฟ้องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) การพิจารณาคดีผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ และฐานข้อมูลคำพิพากษาออนไลน์ สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาในการดำเนินคดี และเสริมสร้างความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการพัฒนาศาลดิจิทัลในต่างประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์และสาธารณรัฐเกาหลี ที่มีการนำระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการบริหารจัดการคดีอย่างเป็นระบบ


อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ศาลดิจิทัลยังนำมาซึ่งความท้าทายสำคัญในหลายมิติ โดยเฉพาะผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน กลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่อาจเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างจำกัด ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ตลอดจนข้อจำกัดในกระบวนการพิจารณาคดีในรูปแบบดิจิทัลที่อาจส่งผลต่อความเป็นธรรมของคู่ความ


บทความนี้เสนอว่า การพัฒนาศาลยุติธรรมสู่ระบบดิจิทัลควรดำเนินควบคู่กับการกำหนดกรอบนโยบายและมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของบุคลากร การกำหนดมาตรฐานการเข้าถึงศาลออนไลน์อย่างเท่าเทียม และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ทั้งนี้ ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายและการบริหารงานยุติธรรมของไทยในยุคดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
นะศิริรันต์ ภ. . (2026). การพัฒนาศาลยุติธรรมสู่ระบบดิจิทัล: แนวทางเชิงนโยบายและการบริหารงานยุติธรรม. CMU Journal of Law and Social Sciences, 19(1), 182–204. สืบค้น จาก https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/284261
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

เจษฎา สรณวิช. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในศาลยุติธรรมไทย. สาขาวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยสยาม, 2564.

เฉลิมชัย ควรหา. (2562). ศาลฎีกาเกาหลีและระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์. ดุลพาห: สำนักงานกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม, สำนักงานศาลยุติธรรม, 1(66), มกราคม–เมษายน.

ชัชวาลย์ ฆ้องคำ. การพัฒนาระบบสำนวนความอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการบริหารจัดการคดีของศาลยุติธรรม. คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2567.

ณัฐณิชา คะชา. การศึกษารูปแบบการจัดเก็บและบริหารข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในศาลยุติธรรม (กรุงเทพฯ: คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2567), 2.

ธิติพงศ์ ภิวัฒน์วุฒิกุล. ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศกระบวนการยุติธรรม. คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2561.

ปาลวี สรนุวัตร. การยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศต่อระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Court) ของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมไทย. คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2557.

พรทิพย์ เตชะสมบูรณากิจ และภูริวัจน์ ปุณยวุฒิปรีดา. 2567. “การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในกระบวนการยุติธรรม: แนวโน้มปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต.” วารสารปัญญาประดิษฐ์และกฎหมาย 12, ฉบับที่ 2: 45–63. https://doi.org/10.1007/s44230-024-00074-2. 27.

วิรุจน์ วิโรจน์ธนากุล. ความพร้อมของบุคลากรภาครัฐกับการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการให้บริการประชาชน ของสำนักงานศาลยุติธรรม : กรณีศึกษากลุ่มงานช่วยพิจารณาคดี สำนักงานศาลยุติธรรมช่วงเวลา พ.ศ. 2562 – พ.ศ. 2564. คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2564.

ศราวุธ เสาวภาพ. แนวทางการปรับปรุงระบบการจัดการข้อมูลของศาลยุติธรรมเพื่อให้รองรับต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารจัดการคดี: ศึกษากรณีการกำหนดจำนวนวันนัดสืบพยาน. คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2565.

สำนักงานกิจการยุติธรรม. “กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในเศรษฐกิจดิจิทัล.” สืบค้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 จาก https://justicechannel.org/watch/sym18-2

Bannister, F., & Connolly, R. (2014). ICT, “public values and transformative government: A framework and programme for research.” Government Information Quarterly, 31(1), 119 128. Accessed https://doi.org/10.1016/j.giq.2013.06.002

Binns, R. (2018). “Algorithmic accountability and public reason.” Philosophy & Technology, 31(4), 543 556. Accessed https://doi.org/10.1007/s13347-017-0263-5

Binns, R. (2024). “Artificial intelligence in the judiciary: A critical view.” Futures, 154, 103268. Accessed https://doi.org/10.1016/j.futures.2024.103268

Kharlanov, A., & Morozova, T. (2024). “Application of artificial intelligence in justice: Current trends and prospects.” Artificial Intelligence and Law Review, 12(2), 45–63. Accessed https://doi.org/10.1007/s44230-024-00074-2

Kontiainen, L., & Koulu, R., & Sankari, S. (2022). Research agenda for algorithmic fairness studies: Access to justice lessons for interdisciplinary research. Frontiers in Artificial Intelligence, 5:882134. Accessed https://doi.org/10.3389/frai.2022.882134

Trist, E. L., & Bamforth, K. W. (1951). “Some social and psychological consequences of the longwall method of coal getting: An examination of the psychological situation and defences of a work group in relation to the social structure and technological content of the work system.” Human Relations, 4(1), 3 38. Accessed https://doi.org/10.1177/001872675100400101