ทักษะทางการเงินที่ส่งผลต่อความมั่งคั่งทางการเงินของกลุ่มวิชาชีพครู ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
คำสำคัญ:
ทักษะทางการเงิน, ทัศนคติทางการเงิน, พฤติกรรมทางการเงิน, ความรู้ทางการเงิน, ความมั่งคั่งบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาเปรียบเทียบความมั่งคั่งทางการเงินของกลุ่มวิชาชีพครู ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล (2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความมั่งคั่งทางการเงินของกลุ่มวิชาชีพครู ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษาที่ประกอบวิชาชีพครู ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติเชิงพรรณาที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent Sample t-test One-Way ANOVA และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามที่มีปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ สถานภาพ ตำแหน่ง ระยะเวลาการทำงานในหน่วยงานการศึกษา และจำนวนบุคคลในอุปการะ ที่ต่างกัน มีความมั่งคั่งทางการเงิน ด้านสภาพคล่อง และหนี้สิน แตกต่างกัน ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีปัจจัย ส่วนบุคคลด้านสังกัดการทำงาน จำนวนสมาชิกในครัวเรือน และรายได้ ที่ต่างกัน มีความมั่งคั่งทางการเงิน ด้านเงินออม แตกต่างกัน และผู้ตอบแบบสอบถามที่มีปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ และระดับการศึกษา ที่ต่างกัน มีความมั่งคั่งทางการเงินด้านสภาพคล่อง ด้านหนี้สิน และด้านเงินออม ไม่แตกต่างกัน การประเมินทักษะทางการเงินพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีทักษะทางการเงินในระดับสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทักษะทางการเงิน ด้านทัศนคติทางการเงิน และด้านพฤติกรรมทางการเงิน อยู่ในระดับสูง ส่วนด้านความรู้ทางการเงิน อยู่ในระดับปานกลาง และพบว่า ทักษะทางการเงิน ด้านพฤติกรรมทางการเงิน มีผลต่อความมั่งคั่งทางการเงิน ด้านสภาพคล่อง ด้านหนี้สิน และด้านเงินออม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนด้านความรู้ทางการเงิน พบว่า มีผลต่อความมั่งคั่งทางการเงิน ด้านสภาพคล่อง และด้านเงินออม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สำหรับทักษะทางการเงิน ด้านทัศนคติทางการเงิน พบว่า ไม่มีผลต่อความมั่งคั่งทางการเงิน