วัฒนธรรมวิจัยของครูในจังหวัดปัตตานี

ผู้แต่ง

  • ปวีณ์กร คลังข้อง นักศึกษาปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาวัฒนธรรมวิจัยของครูในด้านสภาพการวิจัย ด้านความเชื่อ เจตคติ ค่านิยมการวิจัยและด้านปัจจัยที่เอื้อต่อการวิจัย  2) เพื่อเปรียบเทียบวัฒนธรรมวิจัยในด้านความเชื่อเจตคติและค่านิยมการวิจัย ที่มี เพศ อายุ ประสบการณ์ในการสอน วุฒิการศึกษา หน่วยงานต้นสังกัดตำแหน่งและวิทยฐานะที่แตกต่างกัน 3) เพื่อเปรียบเทียบวัฒนธรรมวิจัยด้านปัจจัยที่เอื้อต่อการวิจัยที่มีต้นสังกัดแตกต่างกัน 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับวัฒนธรรมวิจัยของครูในด้านสภาพการวิจัย 5) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะในการพัฒนาวัฒนธรรมวิจัยของครูในจังหวัดปัตตานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในจังหวัดปัตตานี จำนวน 400 คนใช้การวิเคราะห์โดยการหาค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmatic Mean)และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าที (t - test) ค่าเอฟ (F -test) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ไคสแควร์ (Chi-Square Test:)

ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูส่วนใหญ่เคยทำและกำลังทำวิจัยแต่ผลงานวิจัยยังไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร ระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ครูทำวิจัยจำนวน 1-2 เรื่อง เพื่อรองรับการประเมิน พัฒนาการจัดการเรียนการสอน และเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ ตามลำดับ ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเชื่อ เจตคติ และค่านิยมการวิจัยของครูอยู่ในระดับมาก  ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยอยู่ในระดับปานกลาง  2)ครูที่มีเพศ อายุ ประสบการณ์ ต้นสังกัด และตำแหน่งแตกต่างกัน มีวัฒนธรรมวิจัยในด้านความเชื่อ เจตคติและค่านิยมการวิจัยไม่แตกต่างกัน แต่ครูที่มีวุฒิและวิทยฐานะแตกต่างกัน มีวัฒนธรรมวิจัยในด้านความเชื่อ เจตคติและค่านิยมการวิจัยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05  3) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นด้านปัจจัยที่เอื้อต่อการวิจัยของครูที่มีต้นสังกัดแตกต่างกัน ส่วนใหญ่แตกต่างกัน ยกเว้น เรื่องแหล่งค้นคว้าข้อมูลและทรัพยากรเพื่อการวิจัยไม่แตกต่างกัน ส่วนนโยบายและการบริหารงานวิจัยของต้นสังกัด นโยบายและการบริหารงานวิจัยของโรงเรียน ความรู้และประสบการณ์ด้านการวิจัย  งบประมาณด้านการวิจัย เวลาสำหรับการวิจัย ผลตอบแทนที่ได้รับจากการวิจัยและโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05   4) พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์กับรูปแบบการทำวิจัยของครู  คุณภาพการวิจัยของครู การเผยแพร่งานวิจัยของครูและแผนการทำวิจัยของครูในช่วง 1-5 ปีข้างหน้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 และ 5) ผู้บริหารทุกระดับควรให้การสนับสนุนปัจจัยที่เอื้อต่อการวิจัยอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง 

เอกสารอ้างอิง

เกษตรชัย แหละหีม. 2550. การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research). วิทยาลัยอิสลามยะลา.

เกษร กุณาใหม่. 2549. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 1. ศึกษาศาสตร์มหาบัณทิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ชาติชาย คเขนชล.2552. การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษแรก.สืบค้นจาก
http://www.sahavicha.com/?name=article&file=readarticle&id=1883
เมื่อวันที่ 11/7/2553.

ณัฏฐธิดา เล่าส้ม. 2546.การเปรียบเทียบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จในการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูในเขตกรุงเทพมหานคร.วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2018-04-17

รูปแบบการอ้างอิง

คลังข้อง ป. (2018). วัฒนธรรมวิจัยของครูในจังหวัดปัตตานี. วารสาร อัล-ฮิกมะฮฺ, 3(5), 11–21. สืบค้น จาก https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HIKMAH/article/view/114481