การพัฒนารูปแบบกิจกรรมเพื่อลดความเสี่ยงต่อการหกล้มจากการเดิน ของผู้สูงอายุตามหลักกายคตาสติกัมมัฏฐาน
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยมีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ 1) เพื่อศึกษาลักษณะความเสี่ยงต่อการหกล้ม และกิจกรรมการลดความเสี่ยงต่อการหกล้มของผู้สูงอายุโดยใช้หลักกายคตาสติกัมมัฏฐาน 2) เพื่อพัฒนารูปแบบกิจกรรมตามหลักกายคตาสติกัมมัฏฐานสำหรับลดความเสี่ยงต่อการหกล้มจากการเดินของผู้สูงอายุ 3) เพื่อวัดและประเมินผลรูปแบบกิจกรรมลดความเสี่ยงต่อการหกล้มจากการเดินของผู้สูงอายุในตำบลนนทรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ กลุ่มเป้าหมาย 250 คน สำหรับการสำรวจ คัดเลือก 35 คน สำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึก และผู้ทรงคุณวุฒิสำหรับการสนทนากลุ่ม เครื่องมือและเทคนิคการรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบสอบถาม 2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก 3) การสนทนากลุ่ม 4) รูปแบบกิจกรรม และ 5) คู่มือการใช้รูปแบบกิจกรรม การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า
1) ผู้สูงอายุในพื้นที่ส่วนใหญ่ล้วนมีปัญหาด้านการหกล้ม ซึ่งเกิดจากการประกอบอาชีพ ตลอดจนถึงปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อการทรงตัวของผู้สูงอายุจนทำให้มีการหกล้มเกิดขึ้น และการช่วยเหลือด้านการให้ความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากเนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับการหกล้ม หรือการลดความเสี่ยงของผู้สูงอายุแต่อย่างใด
2) จากการลงพื้นที่เพื่อนำผู้สูงอายุร่วมทำกิจกรรม โดยมีกิจกรรมดังนี้คือ 1) ให้ความรู้ให้ผู้สูงอายุมีสติอยู่กับลมหายใจ 2) พิจารณากายว่าเต็มไปด้วยของไม่สะอาด 3) ความเสี่ยงต่อการหกล้มจากการเดินของผู้สูงอายุ 3) อาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุ 4) การกำหนดอิริยาบถย่อย 5) กำหนดอิริยาบถ 4 คือ ตลอดระยะเวลาโดยการสังเกตและวัดระดับจนพบว่าผู้สูงอายุมีพัฒนาการที่ดีและสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้
3) ผู้สูงอายุมีพัฒนาการที่ดี โดยผลรวมของเครื่องมือที่สามารถวัดได้ คือ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่มีความเสี่ยงต่อการหกล้มแล้ว เมื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบของผู้สูงอายุ พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.000 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า รูปแบบดังกล่าวสามารถนำมาใช้กับผู้สูงอายุในพื้นที่ ต.นนทรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ได้จริง และผู้สูงอายุยังมีความเสี่ยงต่อการหกล้มที่ลดลงอีกด้วย ดังสโลแกนที่ว่า “ผู้สูงอายุนนทรี ชีวิตดี ไม่มีล้ม”
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ มูลนิธิสถาบันธรรมชัย ศูนย์พุทธศาสตร์ศึกษา DCI
เอกสารอ้างอิง
• ภาษาไทย
---1. คัมภีร์
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2539.
---2. วารสาร
ชลธิชา จันทคีรี. “การส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกายในผู้สูงอายุที่เปราะบาง.” วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, ปีที่ 24, ฉบับที่ 2, (เมษายน-มิถุนายน 2559): 1-13.
ณีรนุช วรไธสง และคณะ. “การรับรู้ปัจจัยเสี่ยงหกล้มและพฤติกรรมป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ 60-69 ปี ในบริบทชุมชนเมือง จังหวัดสกลนคร.” วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, ปีที่ 6, ฉบับที่ 2, (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566): 93-102.
ดุญณภัตน์ ขาวหิต และคณะ. “ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชนชนบท อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม.” วารสารพยาบาลสภากาชาดไทย, ปีที่ 16, ฉบับที่ 1, (มกราคม-เมษายน 2566): 45-64.
บุณณดา โสพัฒน. “ปัจจัยที่มีผลต่อการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ ในเขตอำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ.” วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ, ปีที่ 2, ฉบับที่ 2, (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566): 76-89.
เยาวดี มณีทรัพย์. “ผลของการออกกำลังด้วยตาราง 9 ช่องต่อการทรงตัวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาในผู้สูงอายุ.” วารสารโรงพยาบาลชลบุรี, ปีที่ 45, ฉบับที่ 3, (กันยายน-ธันวาคม 2563): 175-182.
สุริยา ชอลี และคณะ. “ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความสามารถการทรงตัวและป้องกันการหกล้มของผู้สูงอาย.” หัวหินเวชสาร. ปีที่ 6, ฉบับที่ 2, (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564): 1-12.
---3. วิทยานิพนธ์
พรประภา สิทธิจิตร. “การเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวมของผู้สูงอายุโดยการรำไทเก็กเชิงพุทธบูรณาการ.” วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2562
พระครูนิวิฐสาธุวัตร (ทองล่ำ ยโสธโร). “ศึกษาการพัฒนาสติโดยใช้หลักกายคตาสติในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท.” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2554.
พระมหาธีรยุทธ์ ธีรยุตฺโต. “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ เรื่อง อารมณ์สมถกรรมฐานในพุทธปรัชญาเถรวาท.” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2547.
พิชญรัชต์ บุญช่วย. “การศึกษากระบวนการสร้างภาวนา 4 โดยใช้หลักไตรสิกขา.” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2559.
---4. รายงานการวิจัย รายงานที่ประชุมทางวิชาการ
จักรแก้ว นามเมือง. “โรงเรียนผู้สูงอายุ: ต้นแบบการจัดการสุขภาวะและสวัสดิการผู้สูงอายุ.” รายงานการวิจัย, กองทุนวิจัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2560.
นงนุช แย้มวงศ์, ทัศนีย์ ลิมปิโสภณ และอดิช ศรแย้มวงศ์. “ผลการเดินจงกรมสมาธิต่อสมรรถภาพทางกายระดับความจำ และความฉลาดทางอารมณ์ของผู้สูงอายุ.” รายงานการวิจัย, สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้แผนงาน โครงการการผลักดันการเดินและการใช้จักรยานไปสู่นโยบายสาธารณะของประเทศไทย, 2558.
นงลักษณ์ พรมมาพงษ์, นัยนา พิพัฒน์วณิชชา และพรชัย จูลเมตต์. “ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความกลัวการหกล้มของผู้ป่วยสูงอายุ.” ในการประชุมสัมมนาวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ “ราชธานีครั้งที่ 3.” 25 พฤษภาคม 2561. อุบลราชธานี: มหาวิทยาลัยราชธานี, 2561.
• ภาษาต่างประเทศ
---1. บทความ
Chipperfield, Sarah R., and Paul Bissell. "‘I Hear the Music and My Spirits Lift!’ Pleasure and Ballroom Dancing for Community-Dwelling Older Adults.” Journal of Aging and Physical Activity, 31, no. 2, (September 2022): 276-288.
Grossman, David C., Susan J. Curry, Douglas K. Owens, Michael J. Barry, Aaron B. Caughey, Karina W. Davidson, Chyke A. Doubeni, John W. Epling Jr, Alex R. Kemper, Alex H. Krist, Martha Kubik, Seth Landefeld, Carol M. Mangione, Michael Pignone, Michael Silverstein, Melissa A. Simon, and Chien-Wen Tseng. “Interventions to Prevent Falls in Community-Dwelling Older Adults: US Preventive Services Task Force Recommendation Statement.” JAMA, 319, no. 16, (April 2018): 1696–1704.
Hong, Jeeyoung, Hyoun-Joong Kong and Hyung-Jin Yoon. “Web-Based Telepresence Exercise Program for Community-Dwelling Elderly Women with a High Risk of Falling: Randomized Controlled Trial.” JMIR Mhealth Uhealth, 6, no. 5, (May 2018): 1-12.
Chiu, Huei-Ling, Ting-Ting Yeh, Yun-Ting Lo, Pei-Jung Liang and Shu-Chun Lee. “The effects of the Otago Exercise Programme on actual and perceived balance in older adults: A meta-analysis.” PLoS ONE, 16, no. 8, (August 2021): 1-18.
Sophonratanapokin, Benjawan, yothin sawangdee and kusol soonthorndhada, “Effect of the living environment on falls among the elderly in Thailand.” The Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health, 43, no 6, (November 2012): 1537-1547.
Worapanwisit, Titaporn, Somkid Prabpai, Ed Rosenberg. “Correlates of Falls among Community-Dwelling Elderly in Thailand.” Journal of Aging Research, 2018, (May 2018): 1-10.