ความเข้าใจมโนมติไฟฟ้ากระแสและสมรรถนะการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนรู้แบบบรรยายประกอบการสาธิตเชิงปฏิสัมพันธ์ เสริมด้วยแบบจำลองเสมือนจริง PhET

Main Article Content

วชิรวิทย์ ศรีพงษ์

บทคัดย่อ

     การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความเข้าใจมโนมติไฟฟ้ากระแสก่อนเรียนและหลังเรียน (2) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบสมรรถนะการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนรู้แบบบรรยายประกอบการสาธิตเชิงปฏิสัมพันธ์เสริมด้วยแบบจำลองเสมือนจริง PhET กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 39 คน ใช้แบบแผนการวิจัยกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบรรยายประกอบการสาธิตเชิงปฏิสัมพันธ์เสริมด้วยแบบจำลองเสมือนจริง PhET เรื่อง ไฟฟ้ากระแส จำนวน 5 แผน 2) แบบทดสอบวัดความเข้าใจมโนมติไฟฟ้ากระแส เป็นแบบ 2 ระดับ โดยระดับที่ 1 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือกและระดับที่ 2 เป็นการให้เหตุผลสนับสนุนในคำตอบที่เลือกตอบ 3) แบบทดสอบวัดสมรรถนะการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ เป็น 3 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบ 4 ตัวเลือก โดยให้เลือกคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งตัวเลือก 2) รูปแบบซ้อน 3) รูปแบบเขียนคำตอบ นำข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหาค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย เปอร์เซ็นต์ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความเข้าใจมโนมติและสมรรถนะการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การทดสอบ t-test for Dependent Samples และวิเคราะห์ความสอดคล้องของความเข้าใจมโนมติที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์โดยใช้การแจกแจงความถี่เป็นตารางไขว้กับการทดสอบ Chi-Square แบบ McNemar


     ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนมีความเข้าใจมโนมติไฟฟ้ากระแสหลังเรียน ( = 27.49 คิดเป็นร้อยละ 83.29) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 7.18 คิดเป็นร้อยละ 21.76) (2) นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจมโนมติจากไม่สอดคล้องกับแนวคิดวิทยาศาสตร์เป็นสอดคล้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์มากกว่าจากสอดคล้องกับแนวคิดวิทยาศาสตร์เป็นไม่สอดคล้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ (3) นักเรียนมีสมรรถนะการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์หลังเรียน ( = 17.13 คิดเป็นร้อยละ 85.65) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 5.79 คิดเป็นร้อยละ 28.95)

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

กฤตภัค โคตรหานาม. (2556). ผลการจัดการเรียนรู้ฟิสิกส์ เรื่องการสั่นของสปริงโดยใช้การสาธิตประกอบคำบรรยายอย่างมีปฏิสัมพันธ์ผ่านสิ่งแวดล้อมปฏิบัติการทดลองด้วยคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4: กรณี MBL สถานการณ์จำลองบนคอมพิวเตอร์และการรวมกันของทั้งคู่ (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

ขวัญหทัย กวดนอก และ ชาญวิทย์ คำเจริญ. (2566). การพัฒนาปฏิบัติการฟิสิกส์พื้นฐานด้วยการใช้สื่อจำลองโต้ตอบเสมือนจริง. วารสารบรรณศาสตร์ มศว., 16(2), 51–61.

จิราวรรณ รักคง และคณะ. (2564). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ความดันและแรงพยุงของของเหลว ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับเทคนิค POE และการใช้สถานการณ์จำลองบนคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วารสารศาสตร์การศึกษาและการพัฒนามนุษย์, 5(1), 40–51.

จุฑารัตน์ เบญพาด, ชุติมา ศรีสำราญ, ศุภรัตน์ ทัศนิเจริญ, กิตติพงษ์ เสียงเสนาะ, มัทนี เสียงเสนาะ และ ณัฐภัทร ปิ่นเนตร. (2564). การใช้สื่อจำลองโต้ตอบเสมือนจริงเรื่องการสะท้อนและการหักเหของแสงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนศรีวิชัยวิทยา. ใน การประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ 13 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม. นครปฐม: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.

ชาญวิทย์ คำเจริญ และ ดารกา พลัง. (2562). การใช้สื่อจำลองโต้ตอบเสมือนจริง: การเคลื่อนที่แนววิถีโค้ง. วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม, 18(3), 13–22.

พฤกษา ปากหวาน. (2559). ผลการจัดการเรียนรู้แบบสาธิตเชิงปฏิสัมพันธ์ เสริมด้วยเทคนิคการใช้คำถามต่อมโนมติเสียง และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). อุดรธานี: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี.

พัดตาวัน นาใจแก้ว. (2556). รูปแบบการจัดการเรียนรู้. อุดรธานี: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี.

พัดตาวัน นาใจแก้ว. (2560). การศึกษาการจัดการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ของไดรเวอร์และเบลล์เสริมด้วยเทคนิคการใช้คำถามต่อความเข้าใจมโนมติสารละลายกรด-เบส และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. ใน การประชุมวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ราชธานีวิชาการ ครั้งที่ 3 (น. 842–853). อุบลราชธานี: มหาวิทยาลัยราชธานี.

Abraham, M. R., Williamson, V. M., & Westbrook, S. L. (1994). A cross-age study of the understanding five concepts. Journal of Research in Science Teaching, 31(2), 147–165.

David, F. R. (2007). Strategic management (11th ed.). New Jersey: Prentice-Hall. Lederman, N. G. (2002). Views of nature of science questionnaire: Toward valid and meaningful assessment of learners’ conception of nature of science. Journal of Research in Science Teaching, 39(6), 497–518.

McNeill, K. L., & Krajcik, J. (2008). Inquiry and scientific explanations: Helping students use evidence and reasoning. In J. Luft, R. Bell, & J. Gess-Newsome (Eds.), Science as inquiry in the secondary setting (pp. 121–134). Arlington, VA: National Science Teacher Association Press.

Sokoloff, D. R., & Thornton, R. K. (1997). Using interactive lecture demonstrations to create an active learning environment. Oregon: University of Oregon.