เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน เพื่อส่งบทความ

ในขั้นตอนการส่งบทความ ผู้แต่งต้องตรวจสอบและยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดการส่งบทความทุกข้อ บทความที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดอาจถูกส่งคืนให้ผู้แต่งดำเนินการแก้ไข

  • บทความต้องไม่เคยตีพิมพ์และเผยแพร่มาก่อน และต้องไม่อยู่ระหว่างการเสนอพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่น นับจากวันที่ได้ส่งบทความมายังกองบรรณาธิการวารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม
  • บทความที่เสนอเข้ารับการพิจารณาตีพิมพ์และเผยแพร่เป็นผลงานของผู้นิพนธ์บทความทุกท่านที่มีชื่อปรากฏในบทความจริง และบทความต้องไม่คัดลอกผลงานของผู้อื่น
  • เตรียมต้นฉบับบทความตามรูปแบบการเขียนบทความวิจัย/วิชาการ และรูปแบบการเขียนเอกสารอ้างอิง โดยปฏิบัติตามคำแนะนำและข้อกำหนดในการเตรียมต้นฉบับบทความทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว
  • กรณีบทความของท่านเข้าสู่กระบวนการตรวจประเมินคุณภาพบทความแล้ว หากภายหลังผู้ส่งบทความขอแจ้งยกเลิกการพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่ หรือบทความไม่ผ่านการพิจารณาการตรวจประเมินคุณภาพบทความ ผู้ส่งบทความจะไม่ได้รับเงินคืนในทุกกรณี
  • ความถูกต้อง ความสมบูรณ์ของเนื้อหาทั้งหมด และข้อคิดเห็นในบทความเป็นความเห็นและความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความโดยตรง ผู้นิพนธ์บทความจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลทางกฎหมายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากบทความของท่าน

คำแนะนำและข้อกำหนดในการเตรียมต้นฉบับบทความสำหรับ

วารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม (ด้านปรัชญาศาสนาเทววิทยาและการศึกษา)

 

ข้อกำหนดการเตรียมต้นฉบับบทความ

          เตรียมต้นฉบับบทความให้อยู่ใน รูปแบบการเขียนบทความวิจัย หรือ รูปแบบการเขียนบทความวิชาการ ที่วารสารกำหนด ต้นฉบับบทความต้องเป็นบทความที่มีเนื้อเรื่องที่สมบูรณ์ ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในเอกสารใด ๆ มาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณารอตีพิมพ์หรือส่งต้นฉบับบทความซ้ำซ้อนกับวารสารอื่น

พิมพ์ต้นฉบับบทความภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษด้วยโปรแกรม Microsoft Word for Windows ขนาดกระดาษ A4 ใช้ตัวอักษร TH SarabunPSK ขนาด 16 pt. ระยะขอบกระดาษกำหนดให้เว้นขอบบนและขอบซ้าย 1.5 นิ้ว ขอบล่างและขอบขวา 1 นิ้ว ระยะบรรทัดกำหนดให้ใช้ Single Line Spacing Before  0 pt. & After 0 pt. ระบุเลขหน้าตั้งแต่ต้นจนจบบทความ ลำดับหมายเลขตารางและรูปภาพประกอบอย่างต่อเนื่องและชัดเจน (ถ้ามี) บทความวิชาการความยาวไม่เกิน 12 หน้า บทความวิจัยความยาวไม่เกิน 12-15 หน้า (รวมรายการเอกสารอ้างอิงด้านท้ายบทความ)

การตั้งชื่อไฟล์ต้นฉบับบทความ กำหนดให้ตั้งชื่อไฟล์ต้นฉบับบทความ ด้วยชื่อผู้นิพนธ์หลัก เครื่องหมาย (-) ตามด้วยประเภทของบทความ เครื่องหมาย (-) 5 คำแรกของชื่อบทความ และเครื่องหมาย (ฯ) เช่น ชาติชาย-วิจัย-มองอดีตและปัจจุบันสู่ทิศทางงานด้านสังคมฯ

กำหนดให้ 5 องค์ประกอบของต้นฉบับบทความต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ 1. ชื่อบทความ (Title) 2. ชื่อผู้นิพนธ์บทความ (Authors) 3. ชื่อสังกัด (Affiliations) 4. บทคัดย่อ (Abstract) และ 5. คำสำคัญ (Keywords)

 

คำแนะนำในการเขียนต้นฉบับบทความ

1.ชื่อบทความ: ชื่อเรื่องควรสะท้อนถึงประเด็นหลักของบทความ ควรกะทัดรัดไม่ยาวจนเกินไป ต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ใช้ตัวอักษร THSarabunPSKอักษรหนา ขนาด18 pt. จัดวางกลางหน้ากระดาษ

2.ชื่อผู้นิพนธ์บทความ: ชื่อ-นามสกุลของผู้นิพนธ์บทความทุกท่านที่มีส่วนในผลงานนั้น ๆ โดยเรียงตามลำดับความสำคัญ ต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ระบุคำนำหน้าชื่อราชอิสริยยศ ฐานันดรศักดิ์ บรรดาศักดิ์ ยศ ตำแหน่งทางวิชาการ (ถ้ามี) หากเป็นวิทยานิพนธ์กำหนดให้ระบุชื่อของอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่าน กำหนดให้ระบุ email address ของผู้ติดต่อหลัก เช่น

บาทหลวง ผศ. ดร.ชาติชาย พงษ์ศิริ

Corresponding Author, e-mail: researchcenter@saengtham.ac.th

คณะมนุษยศาสตร์ วิทยาลัยแสงธรรม

 

3.ชื่อสังกัด: ระบุชื่อคณะและชื่อหน่วยงานที่สังกัดของผู้นิพนธ์บทความทุกท่าน ต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หากเป็นวิทยานิพนธ์กำหนดให้ระบุชื่อหลักสูตรและสถานศึกษาของผู้นิพนธ์ เช่น ศิลป ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทววิทยาจริยธรรม คณะศาสนศาสตร์ วิทยาลัยแสงธรรม พร้อมทั้งชื่อคณะและชื่อสังกัดของอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่าน

4.Email: ระบุ email address ที่สามารถติดต่อได้สะดวก

5.บทคัดย่อ: เขียนสรุปสาระสำคัญเพื่อให้เห็นภาพรวมของเรื่อง ประกอบด้วยข้อความที่เป็นคำสำคัญทั้งหมด มีความกะทัดรัดและสั้น ใช้ภาษาให้รัดกุมเป็นประโยคสมบูรณ์ในรูปแบบร้อยแก้วต่อเนื่อง ไม่ควรมีคำย่อ ตาราง ภาพประกอบและการอ้างอิง ไม่มีหัวข้อย่อยคั่น และเรียงต่อกันเป็นย่อหน้าไปเรื่อย ๆ ควรจะกล่าววัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย ข้อค้นพบและสรุปผลที่ได้จากงานวิจัยนั้น ๆ ต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แนะนำให้มีความยาวไม่ควรเกิน 250 คำ

6.คำสำคัญ: จำนวน 3-5 คำ ต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เป็นคำที่กระชับ ได้ใจความสำคัญ ควรมีความชัดเจน สอดคล้องกัน ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และการสะกดคำ ไม่ควรยาวเป็นประโยค คั่นแต่ละคำด้วยเครื่องหมายอัฒภาค (;)

7.บทนำ: เป็นส่วนของความสำคัญที่นำไปสู่การวิจัย สรุปความเป็นมา และความสำคัญของปัญหา การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมวัตถุประสงค์การวิจัย ไม่ควรใส่ตารางหรือรูปภาพ

8.วัตถุประสงค์: เป็นข้อความที่แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่นักวิจัยต้องการศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง และเมื่อสิ้นสุดการวิจัยแล้วจะต้องได้คำตอบตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกข้อ

9.สมมติฐานการวิจัย: อาจจะมีหรือไม่ก็ได้ เป็นการเขียนความคาดหมายผลการวิจัยหรือคาดคะเนคำตอบต่อปัญหาที่วิจัยไว้ล่วงหน้าอย่างมีเหตุผล

10.กรอบแนวคิดในการวิจัย: อาจมีหรือไม่ก็ได้ โดยให้เขียนกรอบแนวคิดของการวิจัยที่พัฒนาจากการทบทวนวรรณกรรม

11.วิธีดำเนินการวิจัย: อธิบายเครื่องมือและวิธีการดำเนินการวิจัยให้กระชับและชัดเจน ให้บอกรายละเอียดสิ่งที่นำมาศึกษา จำนวน ลักษณะเฉพาะของตัวอย่างที่ศึกษา ตลอดจนเครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการศึกษา คุณภาพของเครื่องมือ อธิบายรูปแบบการศึกษา การสุ่มตัวอย่าง วิธีหรือมาตรที่ใช้ในการวัด วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

12.ผลการวิจัย: บรรยายสรุปผลการวิจัยอย่างกระชับโดยให้ตอบวัตถุประสงค์การวิจัย ถ้าการวิจัยเป็นข้อมูลเชิงปริมาณที่ต้องนำเสนอด้วยตารางหรือแผนภูมิ ควรมีคำอธิบายอยู่ด้านล่าง การเรียงลำดับภาพ ตาราง หรือแผนภูมิควรเรียงลำดับเนื้อหาของงานวิจัย และต้องมีการแปลความหมายของผลที่ค้นพบหรือวิเคราะห์

13.อภิปรายผล: เขียนให้สอดคล้องกับลำดับของการเสนอผลและการสรุปผลการวิจัย เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ผลการวิจัยที่ได้ สอดคล้องหรือขัดแย้งกับสมมติฐาน พร้อมทั้งอ้างอิงข้อเท็จจริง ทฤษฎีและผลการวิจัยอื่น อธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผลถึงแนวความคิดของผู้วิจัยต่อผลการวิจัยที่ได้

14.สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ: ควรสรุปสาระสำคัญที่ไม่คลุมเครือและสรุปผลว่าตรงกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยหรือไม่ และอย่างไร ควรแสดงข้อเสนอแนะและความเห็นเพิ่มเติมเพื่อการพัฒนางานวิจัยต่อไปในอนาคต หรือเป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไปในอนาคต

15.เอกสารอ้างอิง: เป็นการแสดงถึงแหล่งที่มาของข้อมูลที่ถูกนำมาอ้างอิงขึ้นมาใช้ในการวิจัย เพื่อเป็นการแสดงว่าไม่ได้นำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ผู้นิพนธ์ต้องกล่าวอ้างอิงผลงานของผู้อื่นให้ครบถ้วนตามที่ปรากฏในบทความ ต้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารอ้างอิงทั้งในแง่ของรูปแบบการเขียนและเนื้อหา ไม่ควรนำเอกสารที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบทความมากล่าวอ้างอิง รูปแบบการเขียนเอกสารอ้างอิงให้เขียนตามมาตรฐานแบบ APA7 (American Psychological Association) แยกการอ้างอิงภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยเรียงตามลำดับอักษร รูปแบบการเขียนเอกสารอ้างอิงในเนื้อหากำหนดให้ใช้รูปแบบการอ้างอิงตามมาตรฐาน APA7 ระบบนามปี เป็นการอ้างอิงโดยลงชื่อผู้แต่งและปีที่พิมพ์ เช่น (ชูใจ ใจดีมาก, 2520) หรือ ชูใจ ใจดีมาก (2520) ผู้นิพนธ์ควรตรวจสอบความครบถ้วน ความถูกต้อง และความสอดคล้องกันของเอกสารอ้างอิงทั้งหมดที่อ้างถึงทั้งในเนื้อหาและในรายการเอกสารอ้างอิงด้านท้ายบทความ ทั้งนี้ ไม่ควรระบุแหล่งข้อมูลที่มิได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับบทความไว้ในรายการเอกสารอ้างอิง สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเอกสาร รูปแบบการเขียนเอกสารอ้างอิง ของวารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม

 

ขั้นตอนการนำส่งบทความวิจัย/วิชาการเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการวิทยาลัยแสงธรรม

1. เตรียมต้นฉบับบทความวิจัย/วิชาการให้อยู่ในรูปแบบที่วารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม กำหนดไว้ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากไฟล์ รูปแบบการเขียนบทความวิชาการ หรือ รูปแบบการเขียนบทความวิจัย

2. พิมพ์รายละเอียดข้อมูลใน แบบฟอร์มนำส่งบทความวิจัย/วิชาการ ให้ครบถ้วนทุกรายการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กรณีมีผู้นิพนธ์บทความมากกว่า 1 ท่าน กรุณากรอกรายละเอียดข้อมูลของผู้ร่วมนิพนธ์บทความทุกท่าน

3. นำส่งต้นฉบับบทความในรูปแบบไฟล์ Word เท่านั้น พร้อมแนบ แบบฟอร์มนำส่งบทความวิจัย/วิชาการ มายังกองบรรณาธิการวารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม ผ่านทางระบบ Thai Journals Online (ThaiJO) ได้ที่ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/scj

4. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและการตรวจประเมินคุณภาพบทความ จำนวน 3,000 บาท (สามพันบาทถ้วน) กองบรรณาธิการวารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรมจะแจ้งให้ชำระค่าใช้จ่าย เมื่อต้นฉบับบทความผ่านการตรวจสอบความถูกต้องในเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว โดยผู้นำส่งบทความสามารถโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาสามพราน ชื่อบัญชี “วารสารวิชาการวิทยาลัยแสงธรรม” เลขที่บัญชี 734-0-27562-2 พร้อมส่งหลักฐานเอกสารการชำระเงินกลับมายังกองบรรณาธิการวารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรมที่ e-mail: researchcenter@saengtham.ac.th / rcrc.saengtham2016@gmail.com ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวผู้ส่งบทความเป็นผู้รับผิดชอบ หากภายหลังผู้ส่งบทความขอแจ้งยกเลิกการพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่ หรือบทความไม่ผ่านการพิจารณาการตรวจประเมินคุณภาพบทความ ผู้ส่งบทความจะไม่ได้รับเงินคืนในทุกกรณี

5. หลังการตรวจประเมินคุณภาพบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว หากผลการตรวจประเมินคุณภาพบทความระบุให้ต้องปรับปรุงหรือแก้ไขบทความก่อนการตีพิมพ์เผยแพร่ ผู้นิพนธ์บทความจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ นำส่งบทความที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว พร้อมแนบแบบฟอร์มแจ้งการแก้ไขหลังการตรวจประเมินบทความ กลับมายังกองบรรณาธิการวารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งผลการตรวจประเมินคุณภาพบทความ หรือตามที่กองบรรณาธิการวารสาร ฯ กำหนด

6. เมื่อกองบรรณาธิการวารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม ตรวจรับบทความที่ได้แก้ไขเรียบร้อยแล้ว จะดำเนินการแจ้งให้ผู้ส่งบทความทราบเมื่อบทความผ่านการพิจารณาตอบรับการตีพิมพ์ หากบทความใดยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องตรงตามรูปแบบและหลักเกณฑ์ที่วารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรมกำหนดไว้ หรือ หากกองบรรณาธิการวารสารตรวจพบความซ้ำซ้อนของบทความ/การลอกเลียนผลงาน (Plagiarism) กองบรรณาธิการวารสาร ฯ ขอสงวนสิทธิในการพิจารณาตอบรับหรือปฏิเสธการตีพิมพ์บทความดังกล่าว

7. กรณีบทความเป็นการศึกษาวิจัยและทำการทดลองในคนหรือสัตว์ทดลอง ขอให้แนบหนังสือรับรองจริยธรรมจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์หรือสัตว์ทดลอง นำส่งกองบรรณาธิการวารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม พร้อมบทความต้นฉบับ และ แบบฟอร์มนำส่งบทความวิจัย/วิชาการ

 

รายการตรวจสอบก่อนส่งบทความ

ในขั้นตอนการส่งบทความ ผู้นิพนธ์ต้องตรวจสอบและปฏิบัติตามข้อกำหนดทุกข้อต่อไปนี้ และบทความอาจถูกปฏิเสธหากผู้นิพนธ์ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดทั้งหมด

- บทความต้องไม่เคยตีพิมพ์และเผยแพร่มาก่อน และต้องไม่อยู่ระหว่างการเสนอพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่น นับจากวันที่ได้ส่งบทความมายังกองบรรณาธิการวารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม

- บทความที่เสนอเข้ารับการพิจารณาตีพิมพ์และเผยแพร่เป็นผลงานของผู้นิพนธ์บทความทุกท่านที่มีชื่อปรากฏในบทความจริง และบทความต้องไม่คัดลอกผลงานของผู้อื่น

- เตรียมต้นฉบับบทความตามรูปแบบการเขียนบทความวิจัย/วิชาการ และรูปแบบการเขียนเอกสารอ้างอิง โดยปฏิบัติตามคำแนะนำและข้อกำหนดในการเตรียมต้นฉบับบทความทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

- กรณีบทความของท่านเข้าสู่กระบวนการตรวจประเมินคุณภาพบทความแล้ว หากภายหลังผู้ส่งบทความขอแจ้งยกเลิกการพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่ หรือบทความไม่ผ่านการพิจารณาการตรวจประเมินคุณภาพบทความ ผู้ส่งบทความจะไม่ได้รับเงินคืนในทุกกรณี

- ความถูกต้อง ความสมบูรณ์ของเนื้อหาทั้งหมด และข้อคิดเห็นในบทความเป็นความเห็นและความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความโดยตรง ผู้นิพนธ์บทความจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลทางกฎหมายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากบทความของท่าน

 

 

หลักการพิจารณาบทความวิจัย/วิชาการของวารสารวิชาการวิทยาลัยแสงธรรม

1. บทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม เป็นบทความที่มีคุณภาพนำเสนอเนื้อหาด้านปรัชญา ศาสนา เทววิทยา และการศึกษา เท่านั้น เป็นบทความที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่มาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการเสนอพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่น

2. ทุกบทความจะได้รับการตรวจประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในสาขาวิชานั้น ๆ จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิที่ตรวจประเมินคุณภาพบทความต้องมาจากหน่วยงานที่ต่างกันกับผู้นิพนธ์บทความ และผู้ทรงคุณวุฒิที่ตรวจประเมินคุณภาพบทความเดียวกันนั้นต้องมาจากหน่วยงานที่ต่างกันด้วย โดยใช้การตรวจประเมินคุณภาพบทความแบบผู้ทรงคุณวุฒิที่ตรวจประเมินคุณภาพบทความไม่ทราบชื่อของผู้นิพนธ์บทความ และ ผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อของผู้ทรงคุณวุฒิที่ตรวจประเมินคุณภาพบทความ (Double-blind Peer Review)

3. ความถูกต้องของการใช้ภาษา เนื้อหา ข้อคิดเห็น และ รูปแบบการเขียน เป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความโดยตรง กองบรรณาธิการวารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรมจะดำเนินการส่งบทความให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบคุณภาพบทความ เมื่อบทความดังกล่าวมีการใช้ภาษาและรูปแบบการเขียนบทความที่วารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรมกำหนดไว้ เท่านั้น

4. กองบรรณาธิการวารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม ขอสงวนสิทธิในการตรวจทาน แก้ไขต้นฉบับและรูปแบบบทความที่ส่งมาพิจารณาเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ และอาจส่งบทความกลับมายังผู้นิพนธ์บทความเพื่อให้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม หรือพิมพ์ต้นฉบับใหม่ แล้วแต่กรณี

5. ในกรณีที่ผลการตรวจประเมินคุณภาพบทความระบุให้ต้องปรับปรุงหรือแก้ไขบทความก่อนการตีพิมพ์เผยแพร่ ผู้นิพนธ์บทความจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ นำส่งบทความที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว พร้อมแนบแบบฟอร์มแจ้งการแก้ไขหลังการตรวจประเมินบทความ กลับมายังกองบรรณาธิการวารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งผลการตรวจประเมินคุณภาพบทความ หรือตามที่กองบรรณาธิการวารสาร ฯ กำหนด

6. ผู้นิพนธ์บทความเป็นผู้รับผิดชอบต่อข้อคิดเห็นในบทความ ความถูกต้องและความสมบูรณ์ของเนื้อหาทั้งหมดในบทความของตน ผู้นิพนธ์บทความจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลทางกฎหมายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากบทความนั้น ๆ

7. การยอมรับหรือปฏิเสธบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่เป็นสิทธิของกองบรรณาธิการวารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม การพิจารณาจากกองบรรณาธิการวารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม ถือเป็นที่สิ้นสุด

 

หมายเหตุ: หากต้องการสอบถามเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ กองบรรณาธิการวารสารวิชาการ วิทยาลัยแสงธรรม

โทร. 02-429-0100-3 ต่อ 635, 065-727-5900 โทรสาร 02-429-0819 หรือ

e-mail: researchcenter@saengtham.ac.th / rcrc.saengtham2016@gmail.com