การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ Phonics Read Fast สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านบูดี สำนักเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาปัตตานี เขต 1
คำสำคัญ:
การพัฒนาแบบฝึก, ทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ, เกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ Phonics Read Fast 1 & 2 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านบูดี ให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษ ด้านสมรรถภาพการอ่าน ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ Phonics Read Fast 1 & 2 และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึก กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านบูดี ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 25 คน การเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นแบบเฉพาะเจาะจง ทำการทดลองโดยให้นักเรียนเรียนด้วยแบบฝึกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 5 ประเภท ซึ่งประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ Phonics Read Fast 1 & 2 จำนวน 2 เล่ม 2) แบบประเมินผลการเรียนรู้ระหว่างเรียนโดยให้นักเรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อนและครูประเมินนักเรียน 3) แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 14 แผน 4) แบบทดสอบการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ ก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) และ5) แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อแบบฝึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย () ค่าที (t-Test) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ Phonics Read Fast 1 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 80.06/80.93 และ 81.05/82.13 สำหรับแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ Phonics Read Fast 2 ซึ่งทั้งประสิทธิภาพของกระบวนการและประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E1/E2) มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนดไว้ คือ 80/80 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้านสมรรถภาพการอ่านก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ Phonics Read Fast 1 & 2 มีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นต่อแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ Phonics Read Fast ทั้งสองเล่มโดยภาพรวมค่าระดับความคิดเห็นของแต่ละข้ออยู่ในระดับสูง
เอกสารอ้างอิง
บุญชม ศรีสะอาด. 2545. การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น.
วาโร เพ็งสวัสดิ์. 2546. วิจัยในชั้นเรียน. กรุงเทพฯ: สุรีวิยาสาส์น.
อินทิรา ศรีประสิทธิ์. 2552. โครงการศึกษาการเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษด้วยวิธีการถอดรหัสตัวอักษรให้เป็นเสียงของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน. รายงานการวิจัย 18 กันยายน2552 – มีนาคม 2553.
Kachru, B. B. (1985) Standards, codification and sociolinguistic realism: the English language in the outer circle. In R. Quirk and H.G. Widdowson (Eds), English in the world: Teaching and learning the language and literatures(pp. 11-30). Cambridge: Cambridge University Press.
Lurda, E. 2004. Non-native-speaker teachers and English as an International Language. International Journal of Applied Linguistics14/3: 314-323.
Shaywitz.S. 2003.Overcoming dyslexia: A new and complete science-based program for reading problems at any level. New York: Knopf.
Smith S. B., Simmons, D. C., &Kame'enui, E. J. 1998. Phonological awareness:Research bases. In D. C. Simmons & E. J. Kame'enui (eds.), What reading research tells us about children with diverse learning needs: Bases and basics. Mahwah, NJ : Lawrence Erlbaum Associates.