การพัฒนาไมโครเลิร์นนิงโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเลือกสื่อดิจิทัลเพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้ดูแลเด็ก
คำสำคัญ:
สื่อดิจิทัล , กิจกรรมการเรียนรู้ , ผู้ดูแลเด็ก , ไมโครเลิร์นนิง , การเรียนรู้ตามฉากทัศน์เป็นฐานบทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประส่งค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาไมโครเลิร์นนิงโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานจากสภาพและปัญหาในการเลือกสื่อดิจิทัลเพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้ดูแลเด็ก และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเลือกสื่อดิจิทัลเพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้ดูแลเด็กหลังเรียนด้วยไมโครเลิร์นนิง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ดูแลเด็กที่ปฏิบัติงานในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 30 คน จากอำเภอคลองหลวง และอำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับสภาพ ปัญหา และความต้องการในการส่งเสริมความสามารถในการเลือกสื่อดิจิทัลเพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้ดูแลเด็ก แบบประเมินรูปแบบขั้นตอนการเรียนรู้ขั้นการสอนด้วยไมโครเลิร์นนิงฯ แบบทดสอบความสามารถในการเลือกสื่อดิจิทัลเพื่อการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย การใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน
ผลการวิจัย พบว่า 1) ไมโครเลิร์นนิงโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานจากสภาพและปัญหาในการเลือกสื่อดิจิทัลเพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้ดูแลเด็ก ที่พัฒนาขึ้นจากการวิเคราะห์แบบสัมภาษณ์ มี 7 ด้าน คือ เป้าหมายการเรียนรู้ ฉากทัศน์สถานการณ์ หน่วยเรียนบทย่อย เครื่องมือเรียนรู้และสื่อประกอบ กิจกรรมสะท้อนคิด ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง และการประเมินผล โดยผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบด้วยไมโครเลิร์นนิงฯ จากผู้เชี่ยวชาญ พบว่า โดยภาพรวมผู้ประเมินมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.89 , SD = 0.16) และ 2) คะแนนความสามารถในการเลือกสื่อดิจิทัลเพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ก่อนเรียนของกลุ่มตัวอย่างได้ (M = 17.70, SD = 4.35) ส่วนคะแนนความสามารถในการเลือกสื่อดิจิทัลเพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้หลังเรียนได้ (M = 21.5, SD = 4.07) ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า ผู้ดูแลเด็กที่เรียนโดยใช้ไมโครเลิร์นนิง ฯ มีคะแนนความสามารถในการเลือกสื่อดิจิทัลเพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น. (2560). มาตรฐานการดำเนินงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559. กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น, กระทรวงมหาดไทย.
บุญญลักษม์ ตำนานจิตร และ ณัฐวุฒิ สังข์ทอง. (2555). การใช้สารสนเทศของผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดนครราชสีมา. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 31(2), 89–105.
ศยามน อินสะอาด. (2564). การออกแบบไมโครเลิร์นนิงยุคดิจิทัล. วารสารเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา.สำนักเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 16(20): 16–31. https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ectstou/article/view/246033
อดิพล เอื้อจรัสพันธุ์. (2561). พฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา]
อภิญญา แซ่ซึง. (2564). การพัฒนาไมโครเลิร์นนิงตามแนวทางการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เป็นฐานสำหรับโมบายเลิร์นนิงแพลตฟอร์มเพื่อส่งเสริมทักษะการพัฒนาตนเองของพนักงานระดับปฏิบัติการ [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย] คลังปัญญาจุฬาฯ. https://digital.car.chula.ac.th/chulaetd/6120/
อาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์. (2563). ศิลปะการเรียนรู้ด้วยตนเองแบบ Micro Learning. วารสารธรรมนิติ HR Society Magazine, 18(205), 29-33.
American Academy of Pediatrics. (2016). Media and Young Minds. Pediatrics, 138(5), e20162591. https://doi.org/10.1542/peds.2016-2591.
Errington, E. P. (2011). Mission possible: Using scenario-based learning to engage tertiary students in effective learning. Australian Journal of Educational Technology, 27(3), 379–393.
Hug, T. (2007). Didactics of microlearning: Concepts, discourses and examples. Münster: Waxmann.
Park, Y. (2017). Digital Intelligence Quotient (DQ): Conceptualization and Measurement. Singapore: DQ Institute.
Schön, D. A. (1983). The reflective practitioner: How professionals think in action. New York: Basic Books.
UNESCO. (2021). Digital Literacy for Children. Paris: United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. ทรรศนะและข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏอยู่ในวารสาร ECT Education and Communication Technology Journal เป็นของผู้เขียนโดยเฉพาะ สำนักเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องด้วย
2. กองบรรณาธิการของสงวนลิขสิทธิ์ในการบรรณาธิการข้อเขียนทุกชิ้น เพื่อความเหมาะสมในการจัดพิมพ์เผยแพร่