ปัจจัยความสำเร็จในการทำงานแบบร่วมมือกันตามมาตรการการลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ของจังหวัดอุดรธานี

ผู้แต่ง

  • จิระวัฒน์ ขันโททอง นักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  • ปานปั้น รองหานาม วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น

DOI:

https://doi.org/10.14456/gjl.2025.13

คำสำคัญ:

พีเอ็ม2.5, การบริหารกิจการบ้านเมืองแบบร่วมมือกัน, มาตรการลดฝุ่นละออง, จังหวัดอุดรธานี

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและกระบวนการการบริหารกิจการบ้านเมืองแบบร่วมมือกันในการดำเนินมาตรการลดฝุ่น PM 2.5 ของจังหวัดอุดรธานี และวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของ
การบริหารกิจการบ้านเมืองแบบร่วมมือกันในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 การวิจัยใช้วิธีการสัมภาษณ์คณะทำงานติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จังหวัดอุดรธานี โดยกลุ่มตัวอย่างคือหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดอุดรธานีหรือผู้แทนที่ดำรงตำแหน่งในคณะทำงานดังกล่าวในปี 2566-2567 จำนวนทั้งสิ้น 10 คน ผลการวิจัยพบว่า การบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดอุดรธานีแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) การประสานงานกัน (Co-ordination) ซึ่งมีการประสานข้อมูลเบื้องต้นเพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกัน 2) การประสานความร่วมมือ (Co-operation) ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการสนับสนุนระหว่างหน่วยงาน และ 3) การเข้ามาร่วมมือกันทำงาน (Collaboration) ที่มีความเข้มข้นในการทำงานร่วมกัน ลงพื้นที่ และสนับสนุนทั้งทรัพยากรและบุคลากร โดยพบว่าการทำงานในรูปแบบการเข้ามาร่วมมือกันทำงาน (Collaboration) มีบทบาทสำคัญที่สุดในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จประกอบด้วย การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเชี่ยวชาญระหว่างหน่วยงาน การมีแผนงานที่ชัดเจนและปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ จากผลการวิจัย มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังนี้ 1) ควรส่งเสริมการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางที่ทุกหน่วยงานสามารถเข้าถึงและอัพเดทได้แบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการตัดสินใจ    2) ควรจัดให้มีการอบรมและแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในบทบาทของแต่ละหน่วยงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงาน 3) ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครในชุมชนเพื่อช่วยเฝ้าระวังและรายงานสถานการณ์ PM 2.5 ในพื้นที่ และ 4) ควรมีการประเมินประสิทธิภาพของมาตรการต่างๆ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปปฏิบัติจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของการบริหารกิจการบ้านเมืองแบบร่วมมือกันในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างยั่งยืน

Downloads

Download data is not yet available.

เอกสารอ้างอิง

กรมอนามัย . (8 มีนาคม 2566) . กรมอนามัย เผย PM2.5 กระทบปอด-เสี่ยงมะเร็ง ควรลดกิจกรรมนอกอาคาร เมื่อค่าฝุ่นสูง. สื่อมิลติมิเดียกรมอนามัย. สืบค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2567. จากhttps://multimedia.anamai.moph.go.th/news/080366/

กลุ่มเฝ้าระวังฝุ่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย . (2563) . เรียนรู้อยู่กับ PM2.5 . สืบค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2567 . จาก https://www.chula.ac.th/wp-content/uploads/2019/10/chula-pm25-booklet-1.pdf

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุดรธานี. (2566). คำสั่งกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ 580/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จังหวัดอุดรธานี ปี 2566–2567. วันที่ 25 ธันวาคม 2566.

ขนิษฐา ชัยรัตนาวรรณ และณัฐพศุตม์ ภัทธิราสินสิริ . (2563) . ผลกระทบและแนวทางจัดการฝุ่นละออง PM 2.5 บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย . วารสารสมาคมนักวิจัย , 25(1) , 461-474.

คอรี การีจิ . (2561) . การจัดการปกครองแบบร่วมมือกัน (Collaborative Governance) ในโครงการอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างงานที่ยั่งยืนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้. คณะรัฐประศาสนศาตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.

จักรวาล สุขไมตรี. (2561). “เทคนิคการประสานงานในองค์การ,” วารสารวิชาการแพรวากาฬสินธ์. 5 (2) : 263-276

เดชา พวงงาม,ปธาน สุวรรณมงคล. (2563). การสร้างเครือข่ายการบริหารปกครองแบบร่วมมือกันในการพัฒนาทุนมนุษย์ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด. วารสารสิรินธรปริทรรศน์ , 21(2) , 157-167.

ทีมข่าวครูปอเรท-การตลาด กรุงเทพธุรกิจ. (3 เมษายน 2567) . ‘อโกด้า’ เผยดีลเที่ยวคุ้ม 8 เมืองทั่วเอเชีย ‘อุดรธานี’ แย่งแชมป์จากขอนแก่น . กรุงเทพธุรกิจ . สืบค้นเมื่อ 10 เมษายน 2567. จาก https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1120584

ไทยพีบีเอส. (5 กุมภาพันธ์ 2567) . เช็กค่าฝุ่น PM 2.5 ทั่วไทย เกินค่ามาตรฐาน 35 จังหวัด .Thai PBS News.

สืบค้นเมื่อ 10 เมษายน 2567 . จาก.https://www.thaipbs.or.th/news/content/336670

ไทยรัฐ. (4 เมษายน 2567) . จ.อุดรธานี จมฝุ่น PM 2.5 พุ่งโซนแดง เร่งฉีดน้ำบรรเทา แนะประชาชนงดอยู่กลางแจ้ง .ไทยรัฐออนไลน์ .สืบค้นเมื่อ 10 เมษายน 2567 . จากhttps://www.thairath.co.th/futureperfect/articles/2776073

ธันยวัฒน์ รัตนสัค.(2567).การบริหารปกครองแบบร่วมมือในการดำเนินงานศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง องค์การบริหารส่วนตำบลดอยหล่อ . วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (สทมส.) , 30(1) , 17-30.

ธีรวัฒน์ น้ำคำ และเริงชัย ตันสุชาติ . (2564) . ผลกระทบของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพมหานคร . วารสารวิจัยราชภัฏเชียงใหม่ ,22(3) , 19-35.

นพพล อัคฮาด. (2565) .เงื่อนไขที่นำไปสู่ความสำเร็จของการบริหารจัดการแบบร่วมมือในการแก้ไขปัญหาวิกฤตโควิด 19: วิเคราะห์จากผลการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสองระดับ. Local Administration Journal ,15(3) ,279-295

ปนัดดา กลกลาง. (2561). การประสานงานที่มีประสิทธิผลกรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตาบลท่าตอ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. การค้นคว้าอิสระหลักสูตรทวิปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์ และบริหารธุรกิจ, มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

ปัญจรัตน์ เดชกุญชร . (2563). กรณีศึกษาความสำเร็จการทำงานและนโยบายการบริหารกิจการสาธารณะ รูปแบบราชประสงค์โมเดล ของกลุ่มผู้ประกอบวิสาหกิจในย่าน ราชประสงค์ และการทำงานกับหน่วยงานภาครัฐ [การค้นคว้าอิสระ] . มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ .

ศศิธร ทองจันทร์ . (2559) . การบริหารกิจการบ้านเมืองแบบร่วมมือกันกับการขับเคลื่อนนโยบาย ภาครัฐไทย กรณีศึกษาโครงการความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน จังหวัดพิษณุโลก. [การค้นคว้าอิสระนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์]มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ .

สรัญพัทธ์ เอี๊ยวเจริญ, & สงคราม สมณวัฒนา. (2565). บทบาทของรัฐที่เปลี่ยนไป : บทวิเคราะห์จากภารกิจการจัดทำบริการสาธารณะกับแนวคิดการจัดการปกครองแบบร่วมมือกัน. วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2(6), 49-64.

Ansell, C., & Gash, A. (2008). Collaborative Governance in Theory and Practice. Journal of Public Administration Research and Theory, 18(4), 543-571.

Booher, D. E. (2004). Collaborative Governance Practices and Democracy. National Civic Review. 93(4), 32–46.

Emerson, K., Nabatchi, T., & Balogh, S. (2012). An Integrative Framework for Collaborative Governance. Journal of Public Administration Research and Theory, 22(1), 1-29.

Huxham, C. (2000). The Challenge of Collaborative Governance. Public Management, 2(3), 337-357.

O‘Leary, R., Gerard, C., & Bingham, L. B. (2006). Introduction to the Symposium on Collaborative Public Management. Public Administration Review, 66, 6-9. doi: 10.1111/j.1540-6210.2006.00661.x

UNCG Collaborative Capacity Work Group. (2012). Building Collaborative Capacity A Guidance Document. In Collaborative Capacity Guidance Document Draft Mar 8.docs (P.67)

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-06-13

รูปแบบการอ้างอิง

ขันโททอง จ. ., & รองหานาม ป. . (2025). ปัจจัยความสำเร็จในการทำงานแบบร่วมมือกันตามมาตรการการลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ของจังหวัดอุดรธานี. วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์, 14(1), 269–292. https://doi.org/10.14456/gjl.2025.13