แนวทางการพัฒนาองค์ประกอบทางการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณที่ส่งผลต่อพฤติกรรม และการรับรู้ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดฉะเชิงเทรา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ ศึกษาแนวทางการพัฒนาศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมและการรับรู้ต่อองค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณในจังหวัดฉะเชิงเทรา 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อแหล่งท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณในจังหวัดฉะเชิงเทรา 3) เพื่อศึกษาการรับรู้องค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อแหล่งท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณในจังหวัดฉะเชิงเทราและ 4) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณในจังหวัดฉะเชิงเทรา ใช้วิธีการวิจัยแบบผสม (Mixed method) การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative method) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามจำนวน 400 ชุด เนื่องจากไม่ทราบจำนวนนักท่องเที่ยวที่แน่นอนที่เดินทางเข้ามายังแหล่งท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณในจังหวัดฉะเชิงเทรา วิเคราะห์ผลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ร้อยละ ความแปรปรวนและทดสอบค่าความแตกต่าง T-test และ F-test (One Way ANOVA) และสถิติไควสแควร์ (Chi-square) ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Method) ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 18 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)
ผลการศึกษาพบว่า ศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณในจังหวัดฉะเชิงเทราภาพรวม อยู่ในเกณฑ์ดี องค์ประกอบด้านคุณค่าและความดึงดูดใจและกิจกรรมการท่องเที่ยวภายในแหล่งท่องเที่ยวอยู่ในเกณฑ์ระดับดีเยี่ยม ด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวอยู่ในระดับดี ด้านการบริการของแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลางและด้านที่พักอยู่ในระดับต่ำ พฤติกรรมการท่องเที่ยวมีวัตถุประสงค์ในการมาท่องเที่ยวยังแหล่งท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณในจังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อสักการะขอพรตามความเชื่อ ส่วนใหญ่เดินทางมาด้วยยานพาหนะส่วนตัวพร้อมกับครอบครัว ไม่มีผู้ร่วมเดินทางที่ต้องการความช่วยเหลือทางกายภาพเป็นพิเศษและยังไม่เคยเดินทางมายังแหล่งท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณมาก่อน กิจกรรมส่วนใหญ่ที่นักท่องเที่ยวเดินทางมายังแหล่งท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ คือ ไหว้พระและไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปภายในบริเวณ ใช้จ่ายในแหล่งท่องเที่ยวเป็นจำนวน 101 – 300 บาท และรู้จักแหล่งท่องเที่ยวผ่านการแนะนำของญาติและเพื่อนและมีความต้องการกลับเที่ยวมายังแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง การรับรู้ภาพลักษณ์องค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยวในภาพรวมอยู่ในระดับสูงและเมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามรับรู้ภาพลักษณ์องค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยวในหัวข้อคุณค่าและความดึงดูดใจ และหัวข้อกิจกรรมการท่องเที่ยวมากที่สุด องค์ประกอบการให้บริการของแหล่งท่องเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวก และการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว มีการรับรู้อยู่ในระดับมาก ส่วนหัวข้อที่พัก มีการรับรู้ในระดับปานกลาง ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยประชากรศาสตร์และพฤติกรรมการท่องเที่ยว พบว่ามีเพียงพฤติกรรมการท่องเที่ยวในหัวข้อวิธีการเดินทางที่ไม่มีความสัมพันธ์ต่อปัจจัยประชากรศาสตร์ ผลการวิเคราะห์การวิจัยเชิงคุณภาพ การประเมินศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวโดยผู้ให้ข้อมูลหลักผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดูแลสถานที่และผู้ประกอบการโดยรอบ พบว่า ผลการประเมินสอดคล้องกับการรับรู้ต่อองค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว คือ มีศักยภาพดีเยี่ยมด้านคุณค่าและสิ่งดึงดูดใจและด้านกิจกรรม รองลงมาคือด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวมีศักยภาพในระดับดี และมีศักยภาพปานกลางในด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการของแหล่งท่องเที่ยวส่วนด้านที่พักมีศักยภาพอยู่ในระดับต่ำ การนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาประเด็นหลักจึงเป็นหัวข้อการประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้ารับรู้ถึงการให้บริการองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
นโยบายการพิจารณากลั่นกรองบทความ
- บทความวิจัยและบทความวิชาการทุกเรื่องที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน/บทความ
- บทความ ข้อความ ภาพประกอบและตารางประกอบที่ลงตีพิมพ์ในวารสารเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป และไม่มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
- บทความที่จะได้รับการตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ เผยแพร่ที่ใดมาก่อน และไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารฉบับอื่น หากตรวจสอบพบว่ามีการตีพิมพ์ซ้ำซ้อน ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
- บทความใดที่ผู้อ่านเห็นว่าได้มีการลอกเลียนหรือแอบอ้างโดยปราศจากการอ้างอิง หรือทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นผลงานของผู้เขียน กรุณาแจ้งให้กองบรรณาธิการวารสารทราบจะเป็นพระคุณยิ่ง
เอกสารอ้างอิง
Department of Religion, Ministry of Culture. (2009). Ceremonies and Customs. First Edition. Bangkok. Department of Religion, Ministry of Culture.
Jittinchulee Boonchuai and Sichon Kulampha. (2020). Water Eco-Tourism Routing in Sisachorakhenoi Subdistrict, Bang Sao Thong District, Samut Prakan Province. Journal of Business Administration and Social Sciences Ramkhamhaeng University.
Nattarika Panmas. (2017) Satisfaction and tourist behavior of water sport tourists in Koh Samui. SuratThani. Bangkok. Bangkok University.
Nollawach Khunla. (2018). A development of sport tourism of Samui Island. Prince of Songkla University.
Office of the Eastern Economic Corridor Policy Committee. (2018). The Plan of Action for Development and Promotion of Tourism in the Eastern Economic Corridor Development Zone. Bangkok: Eastern Economic Corridor (EEC).
Office of the Permanent Secretary, Ministry of Tourism and Sports. (2021). Report on the Economic Situation of Tourism, Volume 2 (1): 55-69
Pelasol, J. (2012). Igcabugao: A Potential Tourist Destination in the Southern Part of Iloilo, Philippines. International Peer Reviewed Journal. The United Kingdom.
Phra Kriengkrai Dhammañãno. (2021). A Study on Approaches For Promoting Buddhist Tourism Potentials of Wat Phrachaoyai-Ongtue Ubon Ratchathani Province. Bangkok. Maahachulalongkornrajavidyalaya University
Prames Pichphandaycha. (2018). Religious Tourism Management of Hong Kong Island Affecting Thai Tourists. Bangkok. Thammasat University.
Pranithas Phookheed, et al. (2022). Perception of Tourism Image in Ubon Ratchathani. Journal of Academic Affairs, Eastern University of Management and Technology. Volume 19 (2): 101-117.
Sarunporn Suravichai. (2018). The potential of developing spiritual tourist attractions Case study of Chiang Mai province. National Institute of Development Administration.
Sarunporn Suravichai. (2020). Destination Development for Spiritual Tourism and Tourist Behavior in Chiang Mai Province. National Institute of Development Administration.