แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาศิลปะการแกะสลักผักและผลไม้ วิทยาลัยดุสิตธานี พัทยา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอน และศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนรายวิชาศิลปะการแกะสลักผักและผลไม้ของนักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานี พัทยา โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธีแบบ Embedded-Correlational เครื่องมือการวิจัยคือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และตรวจสอบความเที่ยงของแบบสอบถาม โดยได้ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นด้วยวิธีของครอนบาคคือ .93 รวมทั้งมีการตรวจสอบสามเส้าด้านผู้เก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยนี้เก็บข้อมูลจากนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียน 100 คนและคัดเลือกมาสัมภาษณ์ 10 คน ใช้สถิติเชิงบรรยายในการวิเคราะห์ข้อมูล
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าปัจจัยข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคลไม่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอน จากค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนพบว่า ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยด้านผู้สอนมีค่าเฉลี่สูงที่สุด รองลงมาคือด้านคุณลักษณะของนักศึกษา ด้านการวัดประเมินผล และด้านการจัดการเรียนการสอนตามลำดับ ดังนั้นจึงได้แนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาศิลปะการแกะสลักผักและผลไม้ ได้แก่ การสอนโดยใช้การทำงานเป็นทีม การจัดลำดับความยากง่ายของลวดลาย ปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับการนำไปใช้ในชีวิตจริง เป็นต้น
Article Details
นโยบายการพิจารณากลั่นกรองบทความ
- บทความวิจัยและบทความวิชาการทุกเรื่องที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน/บทความ
- บทความ ข้อความ ภาพประกอบและตารางประกอบที่ลงตีพิมพ์ในวารสารเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป และไม่มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
- บทความที่จะได้รับการตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ เผยแพร่ที่ใดมาก่อน และไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารฉบับอื่น หากตรวจสอบพบว่ามีการตีพิมพ์ซ้ำซ้อน ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
- บทความใดที่ผู้อ่านเห็นว่าได้มีการลอกเลียนหรือแอบอ้างโดยปราศจากการอ้างอิง หรือทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นผลงานของผู้เขียน กรุณาแจ้งให้กองบรรณาธิการวารสารทราบจะเป็นพระคุณยิ่ง
เอกสารอ้างอิง
Garnishing Subject of Home Economic Curriculum in Higher Education Institutions.
. Thesis Master of Education Chulalongkorn Univarsity.
Edmonds, W. A., & Kennedy, T. D. (2016). An applied guide to research designs:
Quantitative, qualitative, and mixed methods. Sage Publications.
Homsasen, H., Wongaree, S. & Sukumalpong, J. (2015). Student’s Opinion on
the Instructional Management of the Course on ‘Thinking and Decision-Making’
Udon Thani Rajabhat University. Nakhon Phanom University Journal, 5(3),7-15.
Jongkolklang, S. (2008). Team-Based Learning Model. Simajarn Journal, 21, 4386-4391.
LearningCentre – ChineseMenu. (2014). The Exquisite Art of Food Carving.
Retrieved from https://web.archive.org/web/20150520151452/http://arts.cultural-china.com/en/70Arts10617.html.
Maroun R. (2016). Learing Management in Higher Education Systems is Effective.
Journal of Southern Technology, 9(2), 169-176.
Michaelsen, L. K., Knight, A. B., & Fink, L. D. (2004). Team-based learning: A transformative
use of small groups in college teaching. VA: Stylus Pub.
Neol M. Meyers, DuncanD. Nulty, Bernard N. Cooke and John F. Rigby. (2002). Developing a learning environment that encourages deep learning outcomes. Paper presented at the Learning Communities and Assessment Cultures Conference organized by the EARLI Special Interest Group on Assessment And Evaluation. University of Northumbria.
Tapin, S., Honglattanaworatkit, S., Boonyarutkalin,Th., Deejai, P., & Phonphanpipa, S.
(2016).The Development of Video Program Commercial Carving to Access ASEAN. Research and Development Journal Suan Sunandha Rajabhat University, 8(1), 21-34.
Wachsuwan, A. (1978). Siamese Heritage. Bangkok: Phrae Phittaya International.
Wongratana, Ch. (1998). Technique use of statistics for research. Bangkok : Thapnimitkanpim.