การใช้ถั่วงอกและฟองเต้าหู้ทดแทนเนื้อหมูในผลิตภัณฑ์สาคูไส้หมู

Main Article Content

ปรีดิอร เพ็ชรใหญ่

บทคัดย่อ

การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสมบัติทางเคมี กายภาพ ของถั่วงอกที่ผ่านกระบวนการอบ 2) ศึกษาไส้สาคูไส้หมูตำรับต้นแบบ 3) ศึกษาอัตราส่วนปริมาณถั่วงอกและฟองเต้าหู้ที่เหมาะสมที่ได้รับการยอมรับของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์สาคูไส้หมูทดแทนด้วยถั่วงอกและฟองเต้าหู้ 4) เพื่อเปรียบเทียบปริมาณคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์สาคูไส้หมูที่ใช้ถั่วงอกและฟองเต้าหู้กับผลิตภัณฑ์สาคูไส้หมูจากท้องตลาด ผลการศึกษาคุณสมบัติทางเคมี ทางกายภาพ ของถั่วงอกที่ผ่านกระบวนการอบแห้ง 100 กรัม พบว่า มีความชื้น โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร ใยอาหารที่ละลายน้ำ ใยอาหารที่ไม่ละลายในน้ำ และเถ้า ร้อยละ 7.05, 39.30, 0.46, 45.51, 29.77, 2.64, 27.13 และ 7.68 ตามลำดับ การวิเคราะห์หาค่าสี L* มีความสว่างเท่ากับ 51.58  ค่า a* ช่วงในช่องสีแดงเท่ากับ 9.81  b* ช่องในช่องสีเหลืองเท่ากับ 31.39 ค่า Water Activity (aw) อยู่ในระดับ 0.20 การทดสอบทางประสาทสัมผัส ด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ และความชอบโดยรวม การศึกษาตำรับต้นแบบสาคูไส้หมูต้นแบบได้คะแนนความชอบสูงสุด ค่าระดับความชอบในทุกด้านอยู่ในระดับชอบมาก และมีคะแนนเท่ากับ 8.20 อยู่ในระดับชอบมากที่สุด การศึกษาปริมาณถั่วงอกต่อฟองเต้าหู้ที่มีการยอมรับของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์สาคูไส้หมูทดแทนด้วยถั่วงอกและฟองเต้าหู้อัตราส่วนร้อยละ 75:25 ได้รับคะแนนสูงสุด ลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ และความชอบโดยรวมผลปรากฏ 8.07 อยู่ในระดับชอบมากที่สุด การศึกษาการยอมรับของผู้บริโภค 100 คน ให้คะแนน ด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ และความชอบโดยรวมผล 8.53 อยู่ในระดับชอบมากที่สุด ผลการวิเคราะห์คุณภาพ คุณสมบัติเคมี และหาการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ ให้โปรตีน  ไขมัน ใยอาหารทั้งหมด ใยอาหารที่ละลายในน้ำ ใยอาหารที่ไม่ละลายในน้ำ และ เถ้า ร้อยละ5.44, 7.73, 9.33, 1.44,7.69 และ 1.64 ตามลำดับ สรุปได้ว่า คุณค่าทางโภชนาการของสาคูไส้ถั่วงอกและฟองเต้าหู้มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าสาคูไส้หมูจากท้องตลาด

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
เพ็ชรใหญ่ ป. . . (2021). การใช้ถั่วงอกและฟองเต้าหู้ทดแทนเนื้อหมูในผลิตภัณฑ์สาคูไส้หมู. วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี, 15(2), 397–411. สืบค้น จาก https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journaldtc/article/view/249363
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

Arnpreang, P. (2008). Principles of Sensory Food Analysis. Bangkok: Chulalongkorn University Printing House.
Chaimongkol, N. (2005). Bean sprout. Vegetable Information: Agricultural Committee
Maejo University.
Chokchai, S. (1997). Development of Low Sodium saku sai mhu for Hypertension Consumers. Master Science (Agro-Industrial Product Development) Bangkok:
Kasetsart University.
Deesawat, A. (2006). Arhanwang. 1st Bangkok: phetkanruen Company.
Department Of Health. (2017) Bean sprout. On 16 December 2020
Hongwiwat, N. (2012). Vegetarian Baan Khun Nida.1st edition Bangkok: Sangdad Publishing.
Kalong, K. and Hutaphat, K. (2004) The Valve of all kinds of bean sprouts. Page 53.
3rd edition Bangkok: Roong Ruesng San Printing Company.
Khongphan, S. (2020). Snacks Dessert Thai food Arrange Piece. 2nd edition Bangkok: Sangdad Publishing.
Khongphan, S. (2019). Samrab Thai Identity of taste Cultural Heritage. 2nd edition Bangkok: Sangdad Publishing.
Kruawan, K. (2015). “Bean Sprouts” Extraordinary. Lecturer at the Institute of Nutrition Mahidol University
Nakin. T. (2013). Arhanwangsanaroy. Bangkok: Sangdad Publishing.
(2015). The benefits of a healthy diet. (Online) https://nannoi.wordpress.com/2015/09/08/ ประโยชน์ของอาหารเพื่อสุขภาพ On 28 November 2020
Royal lnstitute Dictionary. (1982). Saku Sai Mho. Bangkok: Aksorncharoenthat Publishing (Published in the event Celebrate 200 years of Rattankosin).
Rujipattanakun, T. (2015). Healthy food. 1st edition Bangkok: Sangdad Publishing.
Sangded Health Mart. (2016) Tofu Skin. On 16 December 2020
Supapphan, B. (1997). Pre-Feasibility Study of Dried Bean Sprout Production. Master of science. Graduate School. Mahidol University.
Sukonrattanametee, S. (2013). Search food myths. Bangkok: Tukabkhaw Publishing.
Tachasiriwicchai, W. (n.d.) Teaching materials snacks.
Thai Health Promotion Foundation. (2013). Bean Sprouts (Online) https://medthai.com/ ถั่วงอก On 16 December 2020