การพัฒนาและประเมินคุณภาพแผ่นแป้งจากแห้วสำหรับตกแต่งจานอาหาร

Main Article Content

อภิษฎา ดำมี
ธนภพ โสตรโยม
เปรมระพี อุยมาวีรหิรัญ

บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการผลิตแผ่นแป้งจากแห้วสำหรับตกแต่งจานอาหาร 2) เพื่อศึกษาคุณภาพด้านเคมีกายภาพ และคุณค่าทางโภชนาการของแผ่นแป้งสำหรับตกแต่งจานอาหาร และ 3) ศึกษาอายุการเก็บรักษาของแผ่นแป้งจากแห้วภายใต้สภาวะการเก็บรักษาที่แตกต่างกัน โดยประเมินการเปลี่ยนแปลงค่าความชื้น
กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ประเมินทางประสาทสัมผัสจำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสที่ระดับความชอบ 9 ระดับ (9-Point Hedonic Scale) ด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส (ความกรอบ) และความชอบโดยรวม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) เปรียบเทียบความแตกต่างด้วยวิธี Duncan’s New Multiple Range Test (DMRT) ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95


                  ผลการวิจัยพบว่า 1) การใช้ผงแห้วในปริมาณที่แตกต่างกัน 5 ระดับ ได้แก่ ร้อยละ 0, 25, 50,75 และ 100 พบว่า ผู้ประเมินให้การยอมรับแผ่นแป้งจากปริมาณผงแห้วที่ร้อยละ 100 จากคะแนนความชอบด้านต่าง ๆ สูงที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p≤0.05) 2) คุณภาพด้านเคมีกายภาพพบว่า สภาวะทางลักษณะสัมผัสเมื่ออยู่บนซอสที่อุณหภูมิห้อง (30±2 oC) พบว่า ระยะเวลา 15-30 นาที แผ่นแป้งยังคงสภาพโครงสร้างเชิงกลได้ดี ค่า L* ลดลง และ
ค่า a* เพิ่มขึ้นในขณะที่ค่า b* ไม่มีความแตกต่างกัน เมื่อปริมาณผงแห้วเพิ่มขึ้นทำให้ความชื้นลดและความแข็งลดลง คุณค่าทางโภชนาการของแผ่นแป้งจากแห้วต่อ 100 กรัม ให้พลังงาน 523.64 กิโลแคลอรี่ คาร์โบไฮเดรต 54.86 กรัม ไขมัน 30.64 กรัม โปรตีน 7.11 กรัม ใยอาหาร 4.40 กรัม เถ้า 2.82 กรัม และความชื้น 4.57 กรัม 3) การเก็บรักษาที่ อุณหภูมิแช่เย็น (4±2 °C) เป็นสภาวะที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมปริมาณความชื้นและชะลอการเปลี่ยนแปลงคุณภาพทางกายภาพของแผ่นแป้งจากแห้วได้ดีกว่าการเก็บที่อุณหภูมิห้อง (30±2 °C)

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ดำมี อ., โสตรโยม ธ., & อุยมาวีรหิรัญ เ. (2026). การพัฒนาและประเมินคุณภาพแผ่นแป้งจากแห้วสำหรับตกแต่งจานอาหาร. วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี, 20(1), 61–73. สืบค้น จาก https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journaldtc/article/view/285752
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

Bunteam, K. (2007). Properties of water chestnut flour and everything else in food products. [Master's Thesis]. Kasetsart University.

Danlaphol, N. (2018). The art of plating and decorating Thai fusion food. Sakon Nakhon Rajabhat University

Department of Agricultural Extension and Cooperatives. (2023). Unlocking the secrets of water chestnuts: Local agricultural wisdom. Retrieved from https://esc.doae.go.th/wp-content/uploads/

/03/%E0%B9%84%.pdf.

Gani, A., Sul Haq, S., Masoodi, F.A., Broadway, A.A., & Gani, A. (2010). Physico-chemical, Morphological and Pasting Properties of Starches Extracted from Water Chestnuts (Trapa natans) from Three

Lakes of Kashmir, India. Journal Brazilian archives of biology and technology. 53(3): 731-740.

Jiamjariyatham, R., Phromphen, P., & Boonburapong, B. (2020) Development of Tule product from banana flour. Burapha Science Journal., 25(2), 464 - 481.

Jones, A. & Lee, M. (2019). Culinary creativity and tourism development. Journal of Gastronomy and Tourism, 4(2), 87–101.

Li, Y., Zhang, J., & Wang, X. (2019). Nutritional properties and health benefits of Chinese water chestnut (Eleocharis dulcis). Journal of Food Science and Nutrition, 10(2), 145–152.

Graduate Studies Journal, 15(71), 1-13.

Manosaen, B., Kantakhoo, J., Panyainth, S., Timkham, P., & Saeleo, K. (2024).The effect of replacing wheat flour with cauliflower powder on the quality of tuile cookies. Journal of Modern Science Research and Technology Innovation Utilization., 17(2), 76 - 86.

Smith, R. J. (2020). The future of creative cuisine: Trends and challenges. International Journal of Food Studies. 9(1), 45–60.

Suphanburi Provincial Agriculture Office. (2011). Statistics report on cash crop cultivation in Suphan Buri Province, 2021. Retrieved from https://www.opsmoac.go.th.