การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมนาฏศิลป์พื้นบ้าน เรื่องเสน่ห์เนินมะปราง สำหรับนักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์ไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
คำสำคัญ:
นาฏศิลป์พื้นบ้าน, หลักสูตรเสน่ห์เนินมะปราง, นักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์ไทยบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาคุณภาพของหลักสูตร เพื่อทดลองใช้หลักสูตรฝึกอบรมนาฏศิลป์พื้นบ้าน เรื่องเสน่ห์เนินมะปราง และเพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมตามหลักสูตรฝึกอบรมนาฏศิลป์พื้นบ้าน เรื่องเสน่ห์เนินมะปราง ทั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองโดยใช้แผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบหลังการทดลอง กลุ่มเป้าหมายในการศึกษา คือ นักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์ไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนบ้านเนินมะปราง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 จำนวน 15 คน ผลการวิจัยพบว่า
- การสร้างและหาคุณภาพของหลักสูตรฝึกอบรมนาฏศิลป์พื้นบ้าน เรื่องเสน่ห์เนินมะปราง สำหรับนักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์ไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแนวทางการพัฒนาหลักสูตรของทาบา โดยแบ่งเนื้อหาสาระออกเป็น 5 หน่วยการเรียนรู้ ประกอบด้วย หน่วยที่ 1 เนินมะปรางบ้านเรา หน่วยที่ 2 ประวัติความเป็นมาของเพลงเสน่ห์เนินมะปราง หน่วยที่ 3 การปฏิบัติท่านาฏยศัพท์และภาษาท่า หน่วยที่ 4 การปฏิบัติท่ารำเพลงเสน่ห์เนินมะปราง หน่วยที่ 5 รูปแบบการแปรแถว จัดกิจกรรมย่อยจำนวน 11 กิจกรรม ใช้เวลาในการฝึกอบรมจำนวน 6 วัน วันละ 3 ชั่วโมง รวม 18 ชั่วโมง และหาคุณภาพของหลักสูตรโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน พบว่า คุณภาพของหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมีความแม่นยำ ความเป็นไปได้ การใช้ประโยชน์ และความเหมาะสม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า มีระดับคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุดทุกรายการโดยเรียงจากมากไปน้อยตามลำดับ คือ ด้านการนำไปใช้ ด้านความเหมาะสม ด้านความแม่นยำ และด้านความเป็นไปได้
- การศึกษาผลการทดลองใช้หลักสูตรฝึกอบรมนาฏศิลป์พื้นบ้าน เรื่องเสน่ห์เนินมะปราง สำหรับนักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์ไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นพบว่า โดยภาพรวมมีทักษะปฏิบัติในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาประเด็นย่อยพบว่า รายการที่มีทักษะปฏิบัติในระดับมากที่สุดคือ ท่ารำสอดคล้องกับความหมายของเนื้อเพลง การแต่งกาย ถูกต้อง สวยงาม เหมาะสม และรายการที่มีทักษะการปฏิบัติน้อยสุด คือ การแสดงอารมณ์ทางสีหน้าและแววตา อยู่ในระดับมาก
- ศึกษาความพึงพอใจ ด้านเนื้อหาสาระ ด้านการจัดกิจกรรม ด้านสถานที่และเวลา ด้านประโยชน์
ที่ได้รับ และด้านการปลูกฝังความภูมิใจในท้องถิ่นพบว่า โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีระดับความพึงพอใจสูงสุด คือ ด้านการปลูกฝังความภูมิใจในท้องถิ่นอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ประโยชน์ที่ได้รับอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านการจัดกิจกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านสถานที่และเวลา อยู่ในระดับมาก ด้านที่มีระดับความพึงพอใจน้อยที่สุดคือด้านเนื้อหาสาระ อยู่ในระดับมาก
เอกสารอ้างอิง
บุญชม ศรีสะอาด. (2547). วิธีการทางสถิติสำหรับการวิจัย (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ: สุวีรียาสาส์น.
พิชญา สังข์เงิน, พิไรพร ถิ่นเครือจีน, และศิริวรรณ สมสกุล. (2552). การพัฒนาหลักสูตรกิจกรรมชุมนุมนาฏศิลป์เรื่องฟ้อนทอผ้าป่าแดง สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3. พิจิตร: โรงเรียนตะพานหิน.
พิสุทธิ์ แดงเอม. (2552). การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่องระบำชอง กลุ่มสาระวิชาชีพเฉพาะนาฏศิลป์ไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. จันทบุรี: วิทยาลัยนาฏศิลป์จันทบุรี.
เรณู โกสินานนท์. (2535). รำไทย. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา.
โรงเรียนบ้านเนินมะปราง. (2558). รายงานการประชุมคณะครูและบุคลากรทางการศึกษา ครั้งที่ 1/2558. พิษณุโลก: โรงเรียนบ้านเนินมะปราง.
ศรัณยา โพธิ์ปาน. (2557). การพัฒนาหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมนาฏศิลป์ไทย (โขน) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. สุพรรณบุรี: โรงเรียนดอนคาวิทยา.
Taba, H. (1962). Curriculum Development Theory and Practice. New York : Harcourt, Brace and World.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความหรือข้อคิดเห็นใดใดที่ปรากฏในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามเป็นวรรณกรรมของผู้เขียน ซึ่งบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม


