ทิศทางใหม่ในการจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์ในโรงเรียน

ผู้แต่ง

  • พัฒนพงษ์ ทองเนื้อสุก สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คำสำคัญ:

ผู้ไกล่เกลี่ยเยาวชน, ความขัดแย้ง, สมานฉันท์

บทคัดย่อ

กระบวนการที่ใช้ในการจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์ในโรงเรียนของไทยมีปัจจัยของความสำเร็จสำคัญประการหนึ่งคือการให้เยาวชนที่เป็นนักเรียนทำหน้าที่เป็นคนกลางในฐานะ “ผู้ไกล่เกลี่ย” ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งโดยกลไกกระบวนการเชิงสมานฉันท์ นักเรียนที่ทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องเป็นผู้ที่มีทักษะ มีความรู้ มีลักษณะเฉพาะ และมีความชำนาญในกระบวนการเจรจา ผ่านการอบรมหรือได้รับความรู้ในการนำกระบวนการเชิงสมานฉันท์มาจัดการความขัดแย้งเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนวิธีการอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยที่ส่งเสริมความสำเร็จของกระบวนการคือนโยบาย รูปแบบ กระบวนการ และแนวคิด รวมถึงแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการนำกระบวนการเชิงสมานฉันท์ใช้จัดการความขัดแย้งในโรงเรียนที่มีระดับความรุนแรงหลากหลายผ่านการเล่าเรื่องจากประสบการณ์ในโรงเรียนซึ่งพบว่าจุดแข็งประการสำคัญคือ ความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันซึ่งทำให้คู่ขัดแย้งยอมรับและกล้าที่จะแสดงความรู้สึกและมีความต้องการร่วมมือกันจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้หมดไป การจัดการความขัดแย้งจากประสบการณ์ในโรงเรียนสามารถนำเสนอเป็นแนวทางในการพัฒนาเครื่องมือจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธีที่เหมาะสมกับบริบทของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น การจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์ที่ใช้นักเรียนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยทำให้ได้ข้อเท็จจริงและข้อค้นพบถึงความเหมาะสมและควรส่งเสริมให้มีการนำกระบวนการเชิงสมานฉันท์มาใช้จัดการความขัดแย้งในโรงเรียน ทั้งยังเป็นการปลูกฝังลักษณะนิสัยให้นักเรียนสามารถนำเครื่องมือการจัดการความขัดแย้งนี้ร่วมกันแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ความปรองดอง และการให้อภัยซึ่งกันและกันในสังคม การจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์ในโรงเรียนโดยมีเยาวชนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยจึงเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการนำวิธีเชิงสมานฉันท์มาใช้จัดการความขัดแย้งและความรุนแรงในโรงเรียนที่สามารถสังเคราะห์ออกมาเป็นบทเรียน ความสำเร็จ และข้อจำกัดของการนำกระบวนการเชิงสมานฉันท์มาใช้จัดการความขัดแย้งและความรุนแรงในโรงเรียนเพื่อสร้างต้นแบบให้โรงเรียนอื่นสามารถนำไปเป็นเครื่องมือจัดการความขัดแย้งในโรงเรียนได้ต่อไปได้

เอกสารอ้างอิง

กิตติพงษ์ กิตยารักษ์. (2549). “ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์: หลักการและแนวคิด” กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์: ทางเลือกใหม่สำหรับกระบวนการยุติธรรมไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย. (2553). กฎหมายอาญาขั้นสูง. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

ณัฐฐ์วัฒน์ สุทธิโยธิน. (2554). ทฤษฎีอาชญาวิทยา. นนทบุรี: คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

ทองพูล บัวศรี และคณะ. (2553). สรุปสาระสำคัญการศึกษาวิจัยนำร่อง โครงการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในการป้องกันและแก้ไขการใช้ความรุนแรงในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ.

ประเวศ วะสี. (2544). รัฐบาลใหม่กับการจัดการปัญหาความขัดแย้งในสังคม. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์สันติวิธีเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย.

วันชัย วัฒนศัพท์, ถวิลวดี บุรีกุล และเมธิศา พงษ์ศักดิ์ศรี. (2545). คู่มือการมีส่วนร่วมของประชาชน: การตัดสินใจที่ดีกว่าโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม = The public participation handbook: making better decisions through citizen involvement / เจมส์ แอล. เครย์ตัน (พิมพ์ครั้งที่ 3). นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า.

วันชัย วัฒนศัพท์, ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ และสุวธิดา ศรียะพันธุ์. (2548). คู่มือการเจรจาไกล่เกลี่ยในสถานศึกษา. กรุงเทพฯ: ศูนย์สันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า.

ศรัญญา อิชิดะ. (2545). การศึกษาพฤติกรรมความรุนแรงของนักเรียนวัยรุ่น (วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ.

สุณีย์ กัลยะจิตร. (2555). การเสริมสร้างประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมเพื่อสังคมไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เทพเพ็ญวานิสย์.

สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2556). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554. กรุงเทพฯ: สำนักงานราชบัณฑิตยสภา.

สำนักส่งเสริมงานตุลาการ. (2559). การไกล่เกลี่ยในสถานศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: สำนักส่งเสริมงานตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม.

Alan, C. F. (1975). Interpersonal conflict resolution. Scott: Foresman.

Braithwaite, J. (1989). Crime shame and reintegration. Cambridge: Cambridge University Press.

________ (1998). Restorative Justice in M. Tonry (ed) The Handbook of Crime and Punishment. New York: Oxford University Press.

Steinberg, L., & Cauffman, E. (1996). Maturity of judgment in adolescence: Psychosocial factors in adolescent decision making. Law and Human Behavior, 20(3), 249–272.

Thomas, S., Amalee, M., & Parry, W. J. (2012). Child Protection in Educational Settings: Findings from six countries in East Asia and the Pacific. UNICEF: United Nations Children's Fund.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

02-06-2020

รูปแบบการอ้างอิง

ทองเนื้อสุก พ., & เอื้ออำนวย จ. . (2020). ทิศทางใหม่ในการจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์ในโรงเรียน. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, 14(2), 339–352. สืบค้น จาก https://so01.tci-thaijo.org/index.php/GraduatePSRU/article/view/240369

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิชาการ