ทิศทางใหม่ในการจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์ในโรงเรียน
คำสำคัญ:
ผู้ไกล่เกลี่ยเยาวชน, ความขัดแย้ง, สมานฉันท์บทคัดย่อ
กระบวนการที่ใช้ในการจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์ในโรงเรียนของไทยมีปัจจัยของความสำเร็จสำคัญประการหนึ่งคือการให้เยาวชนที่เป็นนักเรียนทำหน้าที่เป็นคนกลางในฐานะ “ผู้ไกล่เกลี่ย” ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งโดยกลไกกระบวนการเชิงสมานฉันท์ นักเรียนที่ทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องเป็นผู้ที่มีทักษะ มีความรู้ มีลักษณะเฉพาะ และมีความชำนาญในกระบวนการเจรจา ผ่านการอบรมหรือได้รับความรู้ในการนำกระบวนการเชิงสมานฉันท์มาจัดการความขัดแย้งเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนวิธีการอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยที่ส่งเสริมความสำเร็จของกระบวนการคือนโยบาย รูปแบบ กระบวนการ และแนวคิด รวมถึงแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการนำกระบวนการเชิงสมานฉันท์ใช้จัดการความขัดแย้งในโรงเรียนที่มีระดับความรุนแรงหลากหลายผ่านการเล่าเรื่องจากประสบการณ์ในโรงเรียนซึ่งพบว่าจุดแข็งประการสำคัญคือ ความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันซึ่งทำให้คู่ขัดแย้งยอมรับและกล้าที่จะแสดงความรู้สึกและมีความต้องการร่วมมือกันจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้หมดไป การจัดการความขัดแย้งจากประสบการณ์ในโรงเรียนสามารถนำเสนอเป็นแนวทางในการพัฒนาเครื่องมือจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธีที่เหมาะสมกับบริบทของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น การจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์ที่ใช้นักเรียนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยทำให้ได้ข้อเท็จจริงและข้อค้นพบถึงความเหมาะสมและควรส่งเสริมให้มีการนำกระบวนการเชิงสมานฉันท์มาใช้จัดการความขัดแย้งในโรงเรียน ทั้งยังเป็นการปลูกฝังลักษณะนิสัยให้นักเรียนสามารถนำเครื่องมือการจัดการความขัดแย้งนี้ร่วมกันแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ความปรองดอง และการให้อภัยซึ่งกันและกันในสังคม การจัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์ในโรงเรียนโดยมีเยาวชนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยจึงเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการนำวิธีเชิงสมานฉันท์มาใช้จัดการความขัดแย้งและความรุนแรงในโรงเรียนที่สามารถสังเคราะห์ออกมาเป็นบทเรียน ความสำเร็จ และข้อจำกัดของการนำกระบวนการเชิงสมานฉันท์มาใช้จัดการความขัดแย้งและความรุนแรงในโรงเรียนเพื่อสร้างต้นแบบให้โรงเรียนอื่นสามารถนำไปเป็นเครื่องมือจัดการความขัดแย้งในโรงเรียนได้ต่อไปได้
เอกสารอ้างอิง
กิตติพงษ์ กิตยารักษ์. (2549). “ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์: หลักการและแนวคิด” กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์: ทางเลือกใหม่สำหรับกระบวนการยุติธรรมไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย. (2553). กฎหมายอาญาขั้นสูง. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ณัฐฐ์วัฒน์ สุทธิโยธิน. (2554). ทฤษฎีอาชญาวิทยา. นนทบุรี: คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ทองพูล บัวศรี และคณะ. (2553). สรุปสาระสำคัญการศึกษาวิจัยนำร่อง โครงการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในการป้องกันและแก้ไขการใช้ความรุนแรงในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ.
ประเวศ วะสี. (2544). รัฐบาลใหม่กับการจัดการปัญหาความขัดแย้งในสังคม. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์สันติวิธีเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย.
วันชัย วัฒนศัพท์, ถวิลวดี บุรีกุล และเมธิศา พงษ์ศักดิ์ศรี. (2545). คู่มือการมีส่วนร่วมของประชาชน: การตัดสินใจที่ดีกว่าโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม = The public participation handbook: making better decisions through citizen involvement / เจมส์ แอล. เครย์ตัน (พิมพ์ครั้งที่ 3). นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า.
วันชัย วัฒนศัพท์, ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ และสุวธิดา ศรียะพันธุ์. (2548). คู่มือการเจรจาไกล่เกลี่ยในสถานศึกษา. กรุงเทพฯ: ศูนย์สันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า.
ศรัญญา อิชิดะ. (2545). การศึกษาพฤติกรรมความรุนแรงของนักเรียนวัยรุ่น (วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ.
สุณีย์ กัลยะจิตร. (2555). การเสริมสร้างประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมเพื่อสังคมไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เทพเพ็ญวานิสย์.
สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2556). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554. กรุงเทพฯ: สำนักงานราชบัณฑิตยสภา.
สำนักส่งเสริมงานตุลาการ. (2559). การไกล่เกลี่ยในสถานศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: สำนักส่งเสริมงานตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม.
Alan, C. F. (1975). Interpersonal conflict resolution. Scott: Foresman.
Braithwaite, J. (1989). Crime shame and reintegration. Cambridge: Cambridge University Press.
________ (1998). Restorative Justice in M. Tonry (ed) The Handbook of Crime and Punishment. New York: Oxford University Press.
Steinberg, L., & Cauffman, E. (1996). Maturity of judgment in adolescence: Psychosocial factors in adolescent decision making. Law and Human Behavior, 20(3), 249–272.
Thomas, S., Amalee, M., & Parry, W. J. (2012). Child Protection in Educational Settings: Findings from six countries in East Asia and the Pacific. UNICEF: United Nations Children's Fund.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความหรือข้อคิดเห็นใดใดที่ปรากฏในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามเป็นวรรณกรรมของผู้เขียน ซึ่งบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม


