การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการเรียนรู้ของนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว กรณีศึกษา พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จังหวัดสุโขทัย
DOI:
https://doi.org/10.14456/psruhss.2022.41คำสำคัญ:
การเรียนรู้ , การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม , แหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ , กลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัวบทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้และการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวกับเจ้าบ้านในบริบทของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ อีกทั้งศึกษาศักยภาพของเจ้าบ้านในพื้นที่ดังกล่าวในการรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว เพื่อเสนอแนวทางในการบูรณาการพัฒนาตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าบ้านจำนวน 30 คน นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวจำนวน 30 ครอบครัว และผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน รวม 65 คน ผลการศึกษาพบว่าการมีปฏิสัมพันธ์ผ่านกิจกรรม (activities process) ที่เกิดในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จะทำให้นักท่องเที่ยวและเจ้าบ้านได้มีโอกาสที่จะเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวเองยอมรับว่ากิจกรรมต่าง ๆ ทำให้บุตรหลานของเขานั้นเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้ความแตกต่างของผู้คนที่อยู่ในวัฒนธรรมที่ต่างกัน กิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว ควรมีหกลักษณะหลัก คือ 1) เป็นกิจกรรมที่จัดโดยคนในพื้นที่ 2) นำเสนอความประณีต 3) ส่งเสริมจินตนาการ 4) พักผ่อนหย่อนใจ สนุกสนาน 5) เพื่อคนทุกรุ่นวัย 6) กิจกรรมเชิงกายภาพ โดยรูปแบบของกิจกรรมนั้น เป็นกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมประเพณี นำเสนอวิถีชีวิตท้องถิ่น และต้องเน้นให้มีการลงมือทำ นอกจากนี้ องค์ประกอบของการปฏิสัมพันธ์ มี 3 มิติ ประกอบด้วย แรงจูงใจในการปฏิสัมพันธ์ กระบวนการในการปฏิสัมพันธ์ และโครงสร้างในการปฏิสัมพันธ์ ซึ่งสามส่วนนี้เกี่ยวข้องกับปัจจัยแวดล้อมทางปฏิสัมพันธ์ ได้แก่ ปัจจัยทางด้านพื้นที่ ระยะเวลา การจัดลำดับ รูปแบบการปฏิสัมพันธ์ และปัจจัยที่สร้างปฏิสัมพันธ์ให้มั่นคง ได้แก่ ภาษา เวลา และความสามารถในการถ่ายทอด
เอกสารอ้างอิง
จังหวัดสุโขทัย. (2558). ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดสุโขทัย ตามแผนพัฒนาจังหวัดสุโขทัย 4 ปี (พ.ศ. 2558-2561). สุโขทัย: สำนักยุทธศาสตร์จังหวัดสุโขทัย.
องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.). (2559). 13 กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ กับ 13 สถานที่น่าเรียนรู้สวย ๆ ในเมืองไทย. กรุงเทพฯ: องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.).
Cohen, E. (1984). The sociology of tourism: approaches, issues, and findings. Annual review of sociology, 10(1), 373-392.
Gram, M. (2005). Family holidays. A qualitative analysis of family holiday experiences. Scandinavian Journal of Hospitality and Tourism, 5(1), 2-22.
Lehto, X. Y., Choi, S., Lin, Y. C., & MacDermid, S. M. (2009). Vacation and family functioning. Annals of Tourism Research, 36(3), 459-479.
Richards, G. (2011). Creativity and tourism: The state of the art. Annals of tourism research, 38(4), 1225-1253.
Smith, J. K. (1989). The nature of social and educational inquiry: Empiricism versus interpretation. Praeger.
Tagg, D. S., & Seaton, A. V. (1995). The family vacation in Europe: Paedonomic aspects of choices and satisfactions. Journal of Travel & Tourism Marketing, 4(1), 1-21.
Turner, J. H. (1988). A theory of social interaction. Stanford University Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความหรือข้อคิดเห็นใดใดที่ปรากฏในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามเป็นวรรณกรรมของผู้เขียน ซึ่งบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม


