ผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM Education สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
คำสำคัญ:
STEAM Education, ผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์, สมรรถนะในการสร้างนวัตกรรมบทคัดย่อ
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM Education เรื่องแรงในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2. เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่องแรงในชีวิตประจำวันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM Education 3) เพื่อศึกษาสมรรถนะในการสร้างนวัตกรรมที่มีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่องแรงในชีวิตประจำวัน โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM Education ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM Education สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณกึ่งทดลอง มีเครื่องมือในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความเหมาะสมของแผนจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แบบประเมินสมรรถนะในการสร้างนวัตกรรม และแบบสอบถามพึงพอใจ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาจากการใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยสุ่ม แล้วนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากแบบสอบถามมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบโดยการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅ = 4.61, S.D. = 0.49) 2) ผลการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) สมรรถนะในการสร้างนวัตกรรมของนักเรียนอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.04, S.D.=0.71) และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (x̅ = 4.51, S.D.= 0.56)
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กิตติมาพร จันทร และภูษณิศา สุวรรณศิลป์. (2568). การพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งรัตนโกสินทร์, 7(1), 66–84.
จิตติมา ปัญญาพิสิทธิ์ และสายฝน เสกขุนทด. (2566). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสตีมศึกษาด้วยชุดเรียนรู้หุ่นยนต์อัตโนมัติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาในจังหวัดฉะเชิงเทรา. วารสารราชนครินทร์, 20(1), 76–90.
จิรวัฒน์ ชูประยูร และพัดตาวัน นาใจแก้ว. (2569). การส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษา. วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้, 17(1), 28–42.
ชมภูนุช โนเขื่อน. (2567). รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะตีมศึกษาเพื่อพัฒนาความสามารถสร้างสรรค์และนวัตกรรมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชานุบาล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1. Journal of Roi Kaensarn Academi, 9(8), 992–1012.
ธัญญเรศ ก้อนจันทร์เทศ และสิรินภา กิจเกื้อกูล. (2566). การจัดการเรียนรู้แบบสะตีมศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารอาหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. Journal of Roi Kaensarn Academi, 8(10), 50–69.
นันธิดา สุขประเสริฐ, พรชัย หนูแก้ว และกรัณย์พล วิวรรธมงคล. (2567). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาฟิสิกส์ตามแนวคิดการคิดเชิงออกแบบร่วมกับแนวคิดสะตีมศึกษา เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการคิดเชิงออกแบบและผลงานนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มมร วิทยาเขตอีสาน, 5(1), 219–231.
ภาวิณี เทียมดี, ปิยวรรณ พันสี และยุทธนา ชัยเจริญ. (2565). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการ STEAM Education ที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานและการเปลี่ยนรูปพลังงาน และความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 20(2), 293–306.
ภิญโญ วงษ์ทอง. (2562). ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการ STEAM Education ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้, 10(1), 94–112.
ศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2567). ผลการประเมิน PISA 2022: บทสรุปสำหรับผู้บริหาร. สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2569, จาก https://pisathailand.ipst.ac.th/pisa2022-summary-result/
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน). (2567). รายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O- NET) ชั้นมัธยมศึกษาที่ 3. สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2569, จาก https://www.niets.or.th/th/content/view/26588
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2559). สรุปผลการวิจัยโครงการ TIMSS 2015. สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2569, จาก https://infocenter.oic.go.th/FILEWEB/CABINFOCENTER6/DRAWER056/GENERAL/DATA0000/00000071.
สนธิ พลชัยยา. (2557). สะเต็มศึกษากับการคิดขั้นสูง. นิตยสาร สสวท, 42(189), 7–10.
สุมาลี เทียนทองดี, ณิชมน ทำทอง, กรกมล ชูช่วย และบุญฤดี อุดมผล. (2566). ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะตีมศึกษาร่วมกับแอพพลิเคชัน Miro ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแก้ปัญหา เรื่องการแยกสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา (JSSE), 6(2), 251–259.
สุภัค โอฬาพิริยกุล. (2562). STEAM Education: นวัตกรรมการศึกษาบูรณาการสู่การจัดการเรียนรู้. วารสารวิจัยและพัฒนาหลักสูตร, 9(1), 1–16.
Amanova, A. K., et al. (2025). A systematic review of the implementation of STEAM education in schools.
Eurasia Journal of Mathematics, Science and Technology Education, 21(1), em2568.
Bloom, B. S. (Ed.). (1956). Taxonomy of Educational Objectives: The Classification of Educational Goals, Handbook I: Cognitive Domain. New York: David McKay Company.
Herro, D., Quigley, C., Andrews, J. and Delacruz, G. (2017). Co-Measure: Developing an assessment for student collaboration in STEAM
activities. International Journal of STEM Education, 4(1), 1–12.
Jeong, S. and Kim, H. (2015). The effect of a climate change monitoring program on students’ knowledge and perceptions of STEAM
Education in the Republic of Korea. Eurasia Journal of Mathematics, Science and Technology Education, 11(6), 1321–1338.
Maslow, A. H. (1970). Motivation and Personality. (2nd ed.). New York: Harper & Row.
Oanh, D. T. K. and Dang, T. D. H. (2025). Effect of STEAM project-based learning on engineering students’ 21st century skills. European Journal of Educational Research, 14(3), 705–721.
OECD. (2023). PISA 2022 Results (Volume I): The State of Learning and Equity in Education. Paris: OECD Publishing.
Ozkan, G. and Umdu Topsakal, U. (2021). Investigating the effectiveness of STEAM education on students’ conceptual understanding of force and energy topics. Research in Science & Technological Education, 39(4), 441–460.
Piaget, J. (1970). Science of Education and the Psychology of the Child. New York: Orion Press.
Thuneberg, H. M., Salmi, H. S. and Bogner, F. X. (2018). How creativity, autonomy and visual reasoning contribute to cognitive learning in a STEAM hands-on inquiry-based math module. Thinking Skills and Creativity, 29, 153–160.
Tyler, R. W. (1949). Basic Principles of Curriculum and Instruction. Chicago: The University of Chicago Press.
UNESCO Institute for Statistics. (2023). Policy Linking for Measuring Global Learning Outcomes Toolkit. Montreal: UNESCO Institute for Statistics.
Yakman, G. (2008). STEAM education: An overview of creating a model of integrative education. Pupils
Attitudes Toward Technology (PATT-19) Conference: Research on Technology, Innovation, Design & Engineering Teaching (pp. 335–358).
Salt Lake City, Utah, USA.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารช่อพะยอม

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
