วัตถุประสงค์และขอบเขต
วารสารธรรมธารา (Dhammadhara Journal of Buddhist Studies, DJBS) ISSN 2651-2262 (Online) เป็นวารสารวิชาการทางพระพุทธศาสนาของมูลนิธิสถาบันธรรมชัย อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์พุทธศาสตร์ศึกษา DCI มีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งเสริม สนับสนุน และเป็นแหล่งข้อมูลในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการให้กับคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และผู้สนใจ โดยมีเนื้อหาทางพระพุทธศาสนา 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 พระพุทธศาสนาเชิงคัมภีร์ คือ มีการศึกษาวิจัยเนื้อหาในพระไตรปิฎกในภาษาต่าง ๆ เช่น ภาษาบาลี ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาทิเบต ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น กลุ่มที่ 2 พระพุทธศาสนาเชิงประยุกต์ คือ การนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไปประยุกต์เข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ เช่น งานวิจัยนวัตกรรมเชิงพุทธด้านมนุษยศาสตร์และด้านสังคมศาสตร์ ทั้งนี้ผู้เขียนสามารถแยกประเภทของบทความตามเนื้อหาหลักได้ดังนี้ กลุ่มที่ 1 พระพุทธศาสนาเชิงคัมภีร์ ประกอบด้วย คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาสายจารีตต่างๆ ประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนา และกลุ่มที่ 2 พระพุทธศาสนาเชิงประยุกต์ ประกอบด้วย งานวิจัยนวัตกรรมเชิงพุทธบูรณาการ ด้านปรัชญา ด้านประเพณีและวัฒนธรรม ด้านจิตวิทยา ด้านการศึกษา ด้านศิลปกรรม ด้านเทคโนโลยี ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
ประเภทบทความที่รับพิจารณาตีพิมพ์
วารสารธรรมธาราเปิดรับบทความ 4 ประเภท คือ
1) บทความวิจัย:- 1) บทนำ 2) วัตถุประสงค์ 3) นิยามศัพท์เฉพาะ 4) วิธีดำเนินการวิจัย 5) ผลการวิจัย 6) อภิปรายผล 7) องค์ความรู้ใหม่ 8) บทสรุปและข้อเสนอแนะ
2) บทความวิชาการ:- 1) บทนำ 2) เนื้อหา 3) ความรู้ใหม่ที่ได้จากการศึกษา 4) บทสรุป
3) บทความแปล จากภาษาต่างประเทศ เป็นการนำงานวิจัย งานวิชาการ หนังสือ ที่เขียนเป็นภาษาต่างประเทศ แปลนำเสนอเป็นบทความเพื่อนำความรู้มาแลกเปลี่ยน เปิดมุมมองใหม่จากทัศนะของนักวิชาการต่างประเทศ ทั้งภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน เป็นต้น ทั้งนี้ต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าของผลงานและสำนักพิมพ์ รวมทั้งผู้เขียนต้องนำเสนอมุมมองของตนเองต่องานชิ้นนั้นด้วย
4) บทความพิเศษ จากผู้เชี่ยวชาญ เป็นผลงานเขียนจากนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูงทั้งในและต่างประเทศ ที่ได้รับการกลั่นกรองและอนุมัติจากบรรณาธิการและกองบรรณาธิการวารสารฯเรียบร้อยแล้ว เพื่อนำเสนองานเขียนให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์สูงสุด
ทั้งนี้บทความทุกประเภทจำนวนคำเฉลี่ยไม่ควรเกิน 9,000 คำ และขอแนะนำให้มีรูปภาพ ตาราง และแผนภูมิ จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบทความได้ดีมากขึ้น
วารสารธรรมธารา ตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ
ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน
ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม
คำแนะนำสำหรับผู้เขียน
หลักเกณฑ์การอ้างอิงของวารสารธรรมธารา คลิกเพื่ออ่าน
ตัวอย่างแบบฟอร์มการจัดหน้าบทความ [.word] [.pdf]
ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม [download]
ISSN 2651-2262 (Online)
ประกาศ
ฉบับปัจจุบัน
ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 (2026): (ฉบับรวมที่ 22) มกราคม - มิถุนายน
วารสารธรรมธาราใคร่ขอแจ้งข่าวอันเป็นมงคลแก่ท่านผู้อ่านว่า ผู้ทรงคุณวุฒิประจำวารสารฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ จำนวน 2 ท่าน ได้แก่
1. รองศาสตราจารย์ ดร.สำเนียง เลื่อมใส ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ สาขาวิชาบาลีและสันสกฤต คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 โดยมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568
2. รองศาสตราจารย์ ดร.ฉลองเดช คูภานุมาต ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 โดยมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568
จึงขอเจริญพรเชิญชวนท่านผู้อ่านร่วมแสดงความยินดีกับท่านศาสตราจารย์ทั้งสองมา ณ โอกาสนี้
ส่วนวารสารธรรมธารา ฉบับที่ 22 นี้ มีบทความทั้งหมด 7 บทความ ดังนี้
1. บทความวิชาการเรื่อง “P.S.R.S. Model: แนวทางการทำงานและแก้ปัญหาด้านเอกสารโบราณแบบองค์รวม” โดย พระมหาธัญสัณห์ กิตฺติสาโร, ดร. ได้นำ P.S.R.S. Model (Preservation, Study, Research, Sustainability) เป็นแนวทางการทำงานแบบองค์รวม เพื่อแก้ไขปัญหาเอกสารโบราณที่นับวันจะสูญสลายไปอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการใช้ระบบ IT แบบเปิด ที่มีคุณสมบัติรองรับมาตรฐานสากล และการสร้างเครือข่ายความยั่งยืนใน 3 ระดับปฏิบัติการ (ท้องถิ่น ชาติ นานาชาติ) ผู้ที่สนใจการศึกษาเรื่องคัมภีร์ใบลาน และเอกสารโบราณอื่น ๆ ไม่ควรพลาด
2. บทความวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบกิจกรรมเพื่อลดความเสี่ยงต่อการหกล้มจากการเดินของผู้สูงอายุตามหลักกายคตาสติกัมมัฏฐาน” โดย พระมหาทวี มหาปญฺโญ, ผศ. ดร. และคณะ ได้นำเสนอการพัฒนารูปแบบกิจกรรมตามหลักกายคตาสติกัมมัฏฐาน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ ผลการทดสอบยืนยันว่ากิจกรรมช่วยเพิ่มความสามารถในการทรงตัวได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และได้องค์ความรู้ใหม่คือ “6 รู้ ปรับความเสี่ยง...เลี่ยงการล้ม” ซึ่งเน้นการฝึกสติอยู่กับลมหายใจ อิริยาบถย่อย การพิจารณากาย และความรู้ด้านอาหารที่เหมาะกับวัย
3. บทความวิจัยเชิงปฏิบัติการเรื่อง “รูปแบบการใช้จิตวิทยาเชิงพุทธในการเสริมสร้างสมาธิแก่เด็กปฐมวัย: กรณีศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดป่าประดู่พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง” โดย นางสาวฬฎาญภัค คฤหาสน์ภัค ได้พัฒนา “5AB Model” ซึ่งเป็นรูปแบบ 5 กิจกรรมที่สอดคล้องกับพฤติกรรม 5 กลุ่ม เพื่อเสริมสร้างสมาธิและแก้ไขพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กปฐมวัย ผลการทดลองชี้ว่า กิจกรรมสามารถนำไปสู่พฤติกรรมเชิงบวกได้จริง โดยเฉพาะ “สมาธิสัมผัสรัก” ที่ช่วยลดภาวะซึมเศร้า ความฟุ้งซ่านได้รวดเร็ว
4. บทความแปลเรื่อง “มหาไวปุลย พุทธาวตังสกสูตร สุวรรณสิงห์ปริเฉท: บทแปลพากย์ไทยเชิงปรัชญา และกรอบใหม่ในการเข้าใจอวตังสกะ (3)” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ ศศิภานุเดช ได้นำเสนอการแปลและวิเคราะห์เชิงปรัชญาของ “สุวรรณสิงห์ปริเฉท” ในมหาไวปุลย พุทธาวตังสกสูตร เพื่อแสดงวิภาษวิธีขั้นสูงของสำนักอวตังสกะ โดยชี้ให้เห็นว่า “ศูนยตา” ในสรรพสิ่ง คือ “พุทธญาณ” และ “ประกฤติประภัสสรจิต” จิตบริสุทธิ์ที่มีอยู่ในสำนึกของเราตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นฐานของทฤษฎี “ตถาคตครรภ์”
5. บทความวิจัยเรื่อง “นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้หลักธรรมผ่านพุทธลักษณะของพระพุทธรูปยุคทวารวดี” โดย นางปุญย์ธนิตา วากะดวน ได้ศึกษาคุณค่าของหลักธรรมที่ซ่อนอยู่ในพุทธลักษณะของพระพุทธรูปปางต่างๆในยุคทวารวดี และได้สร้างนวัตกรรมดิจิทัลในรูปแบบสารคดี ชื่อ “ประตูเมืองท่า ทวารวดี” เพื่อถ่ายทอดหลักธรรมและคุณค่า (คติธรรม จิตใจ ศิลปวัฒนธรรม สังคม) ที่ซ่อนอยู่ในพระพุทธรูปยุคทวารวดีปางต่าง ๆ และได้รับความพึงพอใจสูงจากผู้ชม
6. บทความวิจัยเรื่อง “การจัดการความรู้ : กระบวนการตัดสินใจตามแนวพระพุทธศาสนา” โดย นายเศรษฐฉัตร ธนาชัยกรพิศุทธ์ และคณะ ได้บูรณาการกระบวนการตัดสินใจตามแนวคิดการจัดการความรู้ (SECI Model) เข้ากับหลักกุศลและไตรสิกขาของพระพุทธศาสนา นําเสนอองค์ความรู้ใหม่คือ “ปัญจสัมมา” หรือ “Pentameric R Model” ซึ่งเป็นกรอบความคิด 5 ประการ เพื่อให้การตัดสินใจมีความถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
7. บทความวิจัยเรื่อง “การพัฒนาหอจดหมายเหตุแม่ชีไทยออนไลน์เพื่อการจัดการองค์ความรู้และการสร้างคุณค่าทางสังคม” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.แม่ชีกฤษณา รักษาโฉม และคณะ ได้นำเสนอคุณูปการของแม่ชีไทยต่อพระพุทธศาสนา การศึกษาและสังคมไทย ในหลายมิติ พร้อมชี้ปัญหาการขาดระบบจัดเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน งานวิจัยจึงเสนอการพัฒนาหอจดหมายเหตุแม่ชีไทยออนไลน์ ในฐานะเป็นเครื่องมือจัดการองค์ความรู้ และอนุรักษ์หลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบ และยืนยันบทบาทแม่ชีไทยในฐานะทุนทางสังคมที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
หวังว่า ผู้อ่านทุกท่านจะได้รับความรู้และความเพลิดเพลินตามสมควร
พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ
(สมชาย ฐานวุฑฺโฒ)
1 มกราคม 2569
เผยแพร่แล้ว: 2026-01-19